บทที่ 5 การบริหารสินทรัพย์หมุนเวียน
posted on 09 Sep 2008 15:35 by mis48-bfผู้จัดทำ : นายกิตติธัช กันทะวัง ;นายพรธเนศ อุปวัน
การบริหารสินทรัพย์หมุนเวียน
การบริหารเงินสด (Cash Management)
เงินสด ถือเป็นสินทรัพย์ที่จำเป็นของธุรกิจ โดยธุรกิจจะต้องจ่ายเงินสดเพื่อซื้อวัตถุดิบมาป้อนในขบวนการผลิต จ่ายค่าแรง ซื้อเครื่องมือเครื่องจักร และจ่ายเงินเดือนชำระค่าใช้จ่ายต่างๆ เพื่อให้ธุรกิจดำเนินการต่อไปได้ตามปกติ แม้ว่าเงินสดเป็นสินทรัพย์ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้แก่ธุรกิจ แต่เป็นสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูงสุด ดังนั้นการบริหารเงินสดที่ดี และมีประสิทธิภาพก็จะทำให้ธุรกิจลดจำนวนเงินสดที่ต้องถือไว้ในมือซึ่งไม่ได้รับประโยชน์ใดๆ ลงได้ และสามารถที่จะนำเงินสดไปชำระค้าสินค้าเพื่อเอาส่วนลดเงินสดได้
“ เงินสด ” ( Cash ) หมายถึง เงินสดในมือ และเงินฝากธนาคารทุกประเภท แต่ไม่รวมเงินฝากประเภทที่ต้องจ่ายคืน เมื่อสิ้นระยะเวลาอันกำหนดไว้ เงินสดในมือรวมถึง เงินเหรียญ ธนบัตร เช็คที่ยังมิได้นำฝาก เช็คเดินทาง ดราฟท์ของธนาคาร และธนาณัติ หรือหมายถึงสินทรัพย์ต่างๆ ที่กิจการสามารถนำไปใช้จ่ายได้ทันทีที่ต้องการ เช่น ธนบัตร เหรียญกษาปณ์ ตลอดจนสิ่งที่ใกล้เคียงกับเงินสด เช่น เงินฝากเผื่อเรียก เป็นต้น
การบริหารเงินสดการบริหารเงินสด ( Cash Management )
เป็นการบริหารที่เกี่ยวข้องกับประสิทธิภาพในการเก็บรวบรวมเงินสด การจ่ายเงินสด และการลงทุนในหลักทรัพย์ชั่วคราวของเงินสด ผู้จัดการทางการเงิน มีหน้าที่รับผิดชอบระบบการบริหารเงินสดของกิจการ การจัดทำงบประมาณเงินสดเป็นเครื่องมือหนึ่งในการบริหารเงินสด เพื่อใช้พยากรณ์ความต้องการเงินสดในอนาคตและการควบคุมการดำเนินการต่างๆ ให้เป็นไปตามงบประมาณ นอกจากนี้งบประมาณเงินสดของกิจการต้องรายงานข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เช่นรายการค้าที่เกิดขึ้นในแต่ละเดือน จำนวนเงินสดคงเหลือในบัญชี รายการจ่ายเงินสด ยอดเงินคงเหลือในแต่ละเดือน จำนวนเงินสดคงเหลือในบัญชี รายการจ่ายเงินสด ยอดเงินสดคงเหลือในแต่ละเดือน เป็นต้น ดังนั้นจะเห็นได้ว่าข้อมูลต่างๆ นี้มีความจำเป็นในการบริหารเงินสดของธุรกิจมาก ซึ่งระบบการรายงานข้อมูลที่ดีจะช่วยให้ธุรกิจสามารถบริหารเงินสดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
วัตถุประสงค์ในการบริหารเงินสด คือเพื่อให้กิจการมีสภาพคล่องและกำไร หมายถึงผู้จัดการการเงินต้องพยายามลดเงินสดส่วนเกินหรือเงินสดที่เหลือไว้โดยเปล่าประโยชน์(idle cash) ให้มีน้อยที่สุด และใช้ประโยชน์จากเงินสดที่มีอยู่ ให้มากที่สุด กล่าวคือ ผู้จัดการการเงินควรนำเงินสดส่วนเกินไปหาผลประโยชน์ให้มากที่สุด ในขณะเดียวกันก็ต้องรักษาสภาพคล่องทั้งในปัจจุบันและอนาคต
การบริหารเงินสดสามารถแบ่งออกเป็น 3 ขั้นตอน คือ
1. กำหนดจำนวนเงินสดในมือที่เหมาะสม
2. การจัดเก็บเงินสด การจ่ายชำระเงินสดอย่างมีประสิทธิภาพ
3. ลงทุนเงินสดส่วนเกินเพื่อให้ได้รับผลตอบแทนสูงสุด
สาเหตุที่ต้องถึงเงินสด John Maynard Keynes นักเศรษฐศาสตร์ชาวอังกฤษกล่าวว่า เหตุผลที่บุคคลและกิจการต้องถือเงินสดนั้นมีดังนี้
ก. ถือเงินสดไว้เพื่อใช้ในการดำเนินธุรกิจประจำวัน
การดำเนินตามปกติของธุรกิจเกี่ยวข้องกับการผลิตการขาย การเรียกเก็บหนี้ และการชำระค่าใช้จ่ายต่างๆ กิจกรรมเหล่านี้เกี่ยวข้องกับเงินสดทั้งสิ้นโดยเริ่มตั้งแต่ซื้อวัตถุดิบใช้แรงงานในการผลิต ขายสินค้าสำเร็จรูป และเมื่อเก็บเงินจากลูกหนี้ ธุรกิจจะได้รับเงินสดมา และจะต้องนำเงินสดนั้นมาชำระค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการผลิต การขายและการบริหารอาทิเช่น ค่าวัตถุดิบ ค่าแรง เงินเดือนพนักงาน ค่าน้ำค่าไฟค่าโทรศัพท์ ภาษี เงินปันผล กระแสเงินเข้าและออกของธุรกิจนั้นมีเกิดขึ้นไม่พร้อมกัน ธุรกิจจึงจำเป็นต้องถือเงินสดไว้จำนวนหนึ่งเพื่อจ่ายค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เกิดขึ้น ระดับของเงินสดในมือก็จะแตกต่างกันไปตามประเภทของธุรกิจ
ข. ถือเงินสดไว้เพื่อรอจังหวะการลงทุนในอนาคต
ธุรกิจอาจถือเงินสดไว้เพื่อหาประโยชน์ในการเอาส่วนลดการค้า หรือซื้อวัตถุดิบในราคาถูกมากเมื่อมีการลดราคาพิเศษ ในบางครั้งก็อาจหาผลกำไรจากการที่อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศเปลี่ยนไปโดยเฉพาะในกรณีของธุรกิจที่มีการค้ากับต่างประเทศ
ค. ถือเงินสดไว้เพื่อใช้ในกรณีฉุกเฉิน
ในบางครั้ง อาจเกิดเหตุจำเป็นที่ไม่คาดขึ้นที่ทำให้ธุรกิจ จำเป็นต้องใช้เงินสด เช่นน้ำท่วมไฟไหม้ ธุรกิจจึงจำเป็นต้องกันเงินสดส่วนหนึ่งไว้เพื่อเหตุการณ์ดังกล่าว อย่างไรก็ดีธุรกิจมักจะถือเงินส่วนนี้ในรูปของหลักทรัพย์ที่เปลี่ยนมือง่ายมากกว่า
นอกจากสาเหตุทั้ง 3 ประการแล้ว ธุรกิจอาจจำเป็นต้องถือเงินสดไว้อีกจำนวนหนึ่งเพื่อเป็นไปตามข้อเรียกร้องของธนาคารพาณิชย์ที่ธุรกิจติดต่ออยู่ โดยถือในรูปของเงินฝากในบัญชีเงินฝากกระแสรายวันซึ่งทำให้ธุรกิจสูญเสียโอกาสที่จะนำเงินจำนวนนี้ไปใช้ลงทุนหาผลประโยชน์
วงจรเงินสด ( Cash Cycle )
วงจรเงินสด คือช่วงระยะเวลาระหว่างจุดที่นำเงินสดไปลงทุนในวัตถุดิบจนกระทั่งจุดที่ได้รับเงินสดจากการชำระเงินค่าซื้อสินค้าโดยลูกค้า ธุรกิจจำเป็นต้องควบคุมการจ่ายเงินโดยพยายามที่จะจ่ายเงินชำระหนี้หรือจ่ายค่าใช้จ่ายต่างๆ ให้ช้าที่สุดเท่าที่จะสามารถทำได้ ซึ่งเมื่อประสานกับวิธีการเร่งเงินสดเข้าจะทำให้ธุรกิจมีเงินสดอยู่ในมือเพิ่มขึ้น ทำให้ธุรกิจมีความคล่องตัวทางการเงินมากยิ่งขึ้น เหตุผลที่ธุรกิจถือเงินสด
1. ใช้ดำเนินงานตามปกติ (Transactions Motive)
ในการดำเนินงานของธุรกิจโดยปกติทั่วๆ ไป ธุรกิจจำเป็นต้องมีเงินสดไว้ใช้ในการดำเนินงานปกติเพื่อให้เกิดความคล่องตัว เช่น จ่ายชำระหนี้ค่าซื้อวัตถุดิบ จ่ายเงินเดือนและค่าแรง จ่ายค่าน้ำค่าไฟ ค่านายหน้าพนักงานขาย ซื้อสินทรัพย์ถาวร เป็นต้น ธุรกิจอาจมีเงินสดรับและเงินสดจ่ายไม่สอดคล้องกัน อันเนื่องมาจากความแตกต่างของเงื่อนไขการซื้อและขายสินค้า อย่างไรก็ตามการที่ธุรกิจจะมีเงินสดไว้ในกิจการมากน้อยเพียงใดนั้น ย่อมมีความสัมพันธ์กับปริมาณการขาย หากธุรกิจมียอดขายสูง ก็มีแนวโน้มที่จะเก็บเงินสดไว้สูง และหากธุรกิจมียอดขายต่ำก็จะเก็บเงินสดไว้น้อยเช่นเดียวกัน
2. เป็นเงินฝากขึ้นต่ำตามที่ธนาคารกำหนด (Compensating Balance)
ธนาคารรับฝากเงินจากลูกค้าและนำเงินที่รับฝากนี้ไปให้กู้ยืม ถ้าธนาคารรับฝากเงินมากขึ้นก็จะสามารถให้กู้มากขึ้น ทำให้ธนาคารได้กำไรมากขึ้น ขณะเดียวกันธนาคารก็ให้บริการแต่ลูกค้าเพื่อให้เกิดความสะดวก เช่น ผู้ที่ใช้บริการของธนาคารจำเป็นต้องมีเงินฝากกับธนาคารไว้จำนวนหนึ่ง ซึ่งเรียกว่า เงินฝากขึ้นต่ำ
3. สำรองไว้เพื่อเหตุฉุกเฉิน (Precautionary Motive)
ในบางกรณีธุรกิจจำเป็นต้องถือเงินสดไว้ล่วงหน้าในยามฉุกเฉินที่ไม่สามารถคาดคะเนล่วงหน้าได้ เช่น น้ำท่วม การนัดหยุดงาน อัตราแลกเปลี่ยนเปลี่ยนแปลงไป ทำให้ธุรกิจได้รับความเสียหาย จึงจำเป็นต้องมีเงินสดส่วนหนึ่งไว้ใช้ยามฉุกเฉิน
4. เก็งกำไร (Speculative Motive)
การที่ธุรกิจถือเงินสดไว้เพื่อเก็งกำไร เพื่อทำให้เกิดความคล่องตัวที่จะนำไปลงทุนในสินทรัพย์ ที่ให้ผลตอบแทนสูง ซึ่งโอกาสดังกล่าวอาจเกิดขึ้นขณะใดขณะหนึ่งก็ได้ การถือเงินสดไว้เพื่อการเก็งกำไร ก็เพื่อต้องการผลประโยชน์จากการคาดคะเนว่าอัตราดอกเบี้ยในตลาดจะมีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อราคาตลาดของหลักทรัพย์
เครื่องมือที่ใช้ในการบริหารเงินสด (Cash Management Techniques)
1. การทำงบประมาณเงินสด (Cash Budget)
จะต้องพยากรณ์ว่ามีรายรับและรายจ่ายสำหรับแต่ละแหล่ง เมื่อใดและจำนวนเท่าใด จะแสดงให้เห็นถึงกระแสเงินสดรับ เช่น กระแสเงินสดในการดำเนินตามปกติ กิจการจะทราบจำนวนเงินที่เหลือ หรือขาด แต่ละเวลาทำให้กิจการวางแผนในการจัดหาเงินทุนกรณีเงินสดขาด และวางแผนลงทุนกรณีเงินสดเหลือให้ซึ่งก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อกิจการ
2. การบริหารวงจรเงินสด(Cash Cycle)
วงจรเงินสดมีส่วนสำคัญในการกำหนดที่กิจการควรถือ ถ้าวงจรเงินสดยาว กิจการจะถือเงินสดมาก และถ้าวงจรเงินสดสั้น กิจการจะถือเงินสดน้อย ในการลดวงจรเงินสดทำได้ดังนี้
1. เพิ่มอัตราการหมุนเวียนของสินค้า โดยลดระยะเวลาที่สามารถขายสินค้าได้จาก 60 วัน เป็น 45 วัน จะทำให้วงจรเงินสด ลดลงเป็น 45 วัน
2. เร่งการเก็บ (Speeding up Collection) ผู้บริหารจะต้องหาวิธีที่จะทำให้ได้รับเงินสดที่สามารถใช้ได้เร็วที่สุดทันทีที่เก็บเงินได้
3. ยืดเวลาจ่ายเงิน (Extending Disbursement) การบริหารเงินสดที่ดีควรจะบริหารทั้งทางด้านรายรับและรายจ่าย การบริหารด้านรายจ่ายก็คือพยายามให้เงินสดอยู่ในกิจการนานที่สุดเท่าที่จะทำได้
การกำหนดเงินสดคงเหลือโดย Baumol Model
เนื่องจากการถือเงินสดให้ผลตอบแทนน้อยที่สุด แต่ต้องถือเงินสด ดังนั้นกิจการจะพยายามหาวิธีที่จะถือเงินสดให้น้อยที่สุดเพื่อทำให้ผู้ถือหุ้นมั่งคั่งในการกำหนดเงินสดคงเหลือที่เหมาะสมอาจนำมาใช้
ค่าใช้ที่เกี่ยวข้องกับเงินสดได้แก่
1. ค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนหลักทรัพย์ให้เป็นเงินสด (Conversion Cost) เช่น ค่าธรรมเนียมในการขายหลักทรัพย์
2. ต้นทุนเสียโอกาส (Opportunity Cost) ซึ่งเกิดจากการถือเงินสดแทนการถือหลักทรัพย์มีลักษณะเหมือนค่าใช้จ่ายในการถือสินค้า กล่าวคือ ถ้าลงทุนซื้อหลักทรัพย์ได้ผลตอบแทน 9% ต่อปีต้นทุนเสียโอกาสถ้าถือเงินสด9%
การบริหารลูกหนี้ (Accounts Receivable Management)
ลูกหนี้เป็นสินทรัพย์หมุนเวียนที่มีสภาพคล่องน้อยกว่าเงินสดและเงินลงทุนในหลักทรัพย์ในความต้องการของตลาด กิจการที่ขายสินค้าเป็นเงินเชื่อจำเป็นต้องลงทุนในลูกหนี้ การลงทุนในลูกหนี้มักจะได้รับผลตอบแทนน้อยกว่าการลงทุนในสินค้าและการลงทุนในสินทรัพย์ไม่หมุนเวียน การตัดสินใจลงทุน กิจการควรจะกำหนดหลักเกณฑ์การลงทุน การบริหารลูกหนี้เกี่ยวข้องกับการกำหนดนโยบายสินเชื่อซึ่งจำเป็นต้องคำนึงถึงปัจจัยต่อไปนี้
1.มาตรฐานสินเชื่อ (Credit Standards) คือ เกณฑ์ที่กิจการกำหนดว่าจะขายสินค้าเป็นเงินเชื่อแก่ลูกค้ารายใดหรือไม่ จำนวนเท่าใดและปัจจัยที่มักจะนำมาพิจารณาในการขายสินค้าเป็นเงินเชื่อให้แก่ลูกค้ามักจะได้แก่ 5C ดังนี้
1. คุณลักษณะของลูกค้า (Character)
2. เงินทุนในการดำเนินงาน (Capital)
3. ความสามารถในการชำระหนี้ (Capacity)
4. หลักทรัพย์ค้ำประกัน (Collateral)
5.สถานการณ์โดยทั่วไป (Condition)
2. เงื่อนไขการให้สินเชื่อ (Credit Terms) แบ่งเป็น 2 ชนิด
1. ระยะเวลาในการให้เครดิต การกำหนดระยะเวลาในการให้เครดิตจะมีผลกระทบกระเทือนต่อการขายสินค้า ยิ่งขยายเวลาของการให้เครดิตออกไปนานเท่าใด ยิ่งจะเพิ่มยอดขายของธุรกิจขึ้นเรื่อยๆ การที่ธุรกิจจะขยายหรือลดเวลาของการให้เครดิตนั้น ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจเลือกระหว่างกำไรส่วนที่เพิ่มขึ้น (ลดลง) จากการขายกับรายจ่ายที่เพิ่มขึ้น (ประหยัดได้) จากการมีลูกหนี้เพิ่มขึ้น นั่นคือ ธุรกิจจะตัดสินใจขยายระยะเวลาของการให้เครดิตตราบเท่าที่มีกำไรส่วนเพิ่มมากกว่ารายจ่ายส่วนเพิ่มนั่นเอง เงื่อนไขการชำระหนี้ อาจระบุได้ดังนี้ C.O.D. ซื้อ – ขายเงินสด
n/30 ให้ชำระหนี้ภายใน 30 วัน โดยไม่มีส่วนลด n/45 ให้ชำระหนี้ภายใน 45 วัน โดยไม่มีส่วนลด
2/10, n/45 ให้ชำระหนี้ภายใน 45 วัน แต่ถ้าชำระหนี้ภายใน 10 วันได้ส่วนลด 2%
2. การกำหนดส่วนลดและระยะเวลาในการให้ส่วนลด การกำหนดส่วนลดขึ้นก็เพื่อเร่งการจัดเก็บหนี้ให้เร็วขึ้น แต่อย่างไรก็ดี การกำหนดส่วนลดมีผลเปลี่ยนแปลงความต้องการซื้อสินค้าของลูกค้า และหนี้สูญของธุรกิจด้วย
3. นโยบายการเก็บเงิน (Collection Policy)
การกำหนดเกณฑ์และวิธีปฏิบัติในการเก็บเงินจากลูกหนี้ รวมถึงลูกหนี้ไม่ปฏิบัติตามสัญญา วิธีการจัดเก็บหนี้ต่างๆ เช่น การส่งจดหมาย การโทรศัพท์ การใช้พนักงานไปเยี่ยมบ้าน และการดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยทั่วไปกิจการกำหนดมาตรการในการคัดเลือกลูกค้าที่ดี กำหนดวงเงินสินเชื่อ รวมทั้งระยะเวลาการให้สินเชื่อที่เหมาะสม ปัญหาในการเก็บหนี้จะลดลง กิจการจะกำหนดมาตรการในการคัดเลือกลูกค้าที่ดี กำหนดวงเงินและระยะเวลาที่เหมาะสมรวมทั้งมีการเก็บหนี้ที่ดีเพียงใด กิจการก็ยังประสบกับหนี้สูญไม่ว่ากิจการมีมาตรการการเก็บหนี้ที่เข้มงวดจะทำให้เสียค่าใช้จ่ายมาก และอาจส่งผลกระทบต่อยอดขาย โอกาสที่จำนวนหนี้จะเรียกเก็บไม่ได้หรือสูญจะลดลงเรื่อยๆ จนกระทั้งถึงจุด ๆ หนึ่ง เรียกว่า จุดอิ่มตัว (Saturation Point) ฉะนั้นต้องกำหนดนโยบายการเก็บเงินให้เหมาะสม
การกำหนดนโยบายสินเชื่อ
การกำหนดนโยบายและการเปลี่ยนแปลงมาตรฐานสินเชื่อ เงื่อนไขการให้สินเชื่อ รวมไปถึงนโยบายการเก็บเงิน มีผลกระทบต่อยอดขาย ลูกหนี้ ค่าใช้จ่ายและกำไร ดังนั้น การกำหนดนโยบายสินเชื่อ ควรคำนึงถึงผลประโยชน์ที่ได้รับและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง ดังนี้
ผลประโยชน์ที่ได้รับ
1. กำไรแปรได้ ( Contribution Margin) คือ รายขาย – ต้นทุนผันแปร
2. ผลตอบแทนที่ได้รับจากการนำเงินที่รับจากลูกหนี้เร็วไปลงทุน
ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง
· ต้นทุนเงินลงทุนในลูกหนี้
· ค่าใช้จ่ายจากหนี้สูญ
· ค่าใช้จ่ายในการเก็บหนี้
· ส่วนลดที่ให้ลูกค้า
ตัวอย่างที่ 1
ปัจจุบัน กิจการขายสินค้าหน่วยละ 25.- มีต้นทุนผันแปร 18.- ขายสินค้าปีละ 3,600,000.- เงื่อนไขการชำระหนี้เป็น n/45 และอัตราการหมุนเวียนของลูกหนี้เป็น 15 ครั้ง ถ้ากิจการลดมาตรฐานการให้สินเชื่อลง คาดว่าจะทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้น เป็น 4,000,000.- แต่การลดมาตรฐานสินเชื่อดังกล่าว ทำให้อัตราการหมุนเวียนของลูกหนี้ลดลงเป็น 8 ครั้ง ถ้ากิจการมีต้นทุนของเงินลงทุนในลูกหนี้ 20% กิจการควรจะลดมาตรฐานสินเชื่อหรือไม่ข้อมูลเปรียบเทียบระหว่างนโยบายสินเชื่อใหม่ และนโยบายสินเชื่อปัจจุบัน
|
|
นโยบายใหม่ | นโยบายปัจจุบัน |
| ยอดขาย เงื่อนไขการชำระหนี้ อัตราการหมุนเวียนของลูกหนี้ ราคาขายหน่วยละ ต้นทุนผันแปรหน่วยละ ต้นทุนของเงินลงทุนในลูกหนี้ |
4,000,000 บาท n/45 8 ครั้ง 25 บาท 18 บาท 20% |
3,600,000 บาท n/45 15 ครั้ง 25 บาท 18 บาท 20% |
จากข้อมูลข้างต้นสามารถคำนวณได้ดังนี้
|
|
นโยบายใหม่ | นโยบายปัจจุบัน |
| ยอดขาย เงื่อนไขการชำระหนี้ อัตราการหมุนเวียนของลูกหนี้ ราคาขายหน่วยละ ต้นทุนผันแปรหน่วยละ ต้นทุนของเงินลงทุนในลูกหนี้ |
4,000,000/8 = 500,000 บาท 25 บาท 18 บาท 18/25 * 100 = 72% 25 – 18 = 7 บาท 7/25 * 100 = 28% |
3,600,000/15 =240,000 บาท 25 บาท 18 บาท 18/25 * 100 = 72% 25 – 18 = 7 บาท 7/25 * 100 = 28% |
การคำนวณผลประโยชน์ที่ได้รับและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง
ยอดขายเพิ่มขึ้น (4,000,000 – 3,600,000) = 400,000.-
กำไรแปรได้เพิ่มขึ้น (400,000 * 28%) = 112,000.-
ลูกหนี้เพิ่มขึ้น (500,000 – 240,000) = 260,000.-
จำนวนเงินลงทุนในลูกหนี้ที่เพิ่มขึ้น (260,000 * 72%) = 187,200.-
ต้นทุนของเงินลงทุนในลูกหนี้เพิ่มขึ้น = 37,440.-
สรุป :- การลดมาตรฐานสินเชื่อมีผลทำให้
กำไรแปรได้เพิ่มขึ้น 112,000.-
ต้นทุนเงินลงทุนในลูกหนี้เพิ่มขึ้น 37,440.-
กำไรเพิ่มขึ้น 74,600.-
ดังนั้น กิจการควรนำนโยบายสินเชื่อมาใช้
ตัวอย่างที่ 2
บ. เจริญกิจ จำกัด มียอดขายปีละ 1,500,000.- มีระยะเวลาในการเก็บหนี้ 30 วัน ผู้บริหารมีข้อเสนอแนะเพื่อพิจารณาเปลี่ยนแปลงมาตรฐานของลูกค้า ซึ่งมีผลทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้น 500,000.- แต่การเปลี่ยนแปลงดังกล่าว จะทำให้ระยะเวลาเก็บหนี้เป็น 45 วัน และอัตราหนี้สูญเพิ่มจาก 1 % เป็น 2% จากยอดขาย อีกทั้งยังทำให้เกิดค่าใช้จ่ายในการเรียกเก็บเงินเพิ่มขึ้นอีก 25,000.- อัตรากำไรแปรได้ (Contribution Margin) เป็น 10% และอัตราผลตอบแทนจากการลงทุนเป็น 20% จงวิเคราะห์ว่า บ. เจริญกิจ จำกัด ควรเปลี่ยนแปลงมาตรฐานสินเชื่อหรือไม่ โดย
พิจารณาจากคำถามต่อไปนี้
1. มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นหรือไม่ อย่างไร
2. ประโยชน์ที่ได้รับจากการลดมาตรฐานคืออะไรบ้าง จำนวนเท่าใด
ข้อมูลเปรียบเทียบระหว่างนโยบายสินเชื่อใหม่ และนโยบายสินเชื่อปัจจุบัน
|
|
นโยบายใหม่ | นโยบายปัจจุบัน |
| ยอดขาย ระยะเวลาเก็บหนี้ อัตราหนี้สูญ (%ของยอดขาย) คชจ. ในการเรียกเก็บหนี้ อัตรากำไรแปรได้ (C.M.) อัตราผลตอบแทนจากการลงทุน |
2,000,000 45 วัน 2 % 25,000 บาท 10 % 20 % |
1,500,000 บาท 30 วัน 1 % - - - |
จากข้อมูลข้างต้นสามารถคำนวณได้ดังนี้
|
|
นโยบายใหม่ | นโยบายปัจจุบัน |
| ลูกหนี้เฉลี่ย (ยอดขาย/จำนวนวัน * ระยะเวลาเก็บหนี้) ยอดขาย อัตราหนี้สูญ หนี้สูญ |
250,000 บาท (2,000,000/360 * 45 ) 2,000,000 บาท 1.5 % 2,000,000 * 1.5% = 30,000.- |
125,000 บาท (1,500,000/360 * 30 ) 1,500,000 บาท 1 % 1,500,000 * 1.5% = 15,000.- |
การคำนวณผลประโยชน์ที่ได้รับและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง :-
ลูกหนี้เพิ่มขึ้น (250,000 – 125,000)
125,000.-
เงินลงทุนในลูกหนี้ = ลูกหนี้ที่เพิ่มขึ้น x อัตราต้นทุนผันแปร
= 125,000 x 90%
112,500.-
ต้นทุนของเงินลงทุนในลูกหนี้ = เงินลงทุนในลูกหนี้ x อัตราผลตอบแทน
= 112,500 x 25%
28,125.-
หนี้สูญเพิ่มขึ้น (35,000 – 15,000) = 15,000.-
กำไรแปรได้ (C.M.) เพิ่มขึ้น = กำไรแปรได้
- ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง = 50,000
– ต้นทุนเงินลงทุนในลูกหนี้ 28,125
– หนี้สูญ 15,000
- ค่าใช้จ่ายในการเรียกเก็บหนี้ 25,000 = (18,125).
- กำไรลดลง
สรุป : มีค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องเพิ่มขึ้น ได้แก่ ต้นทุนของเงินลงทุนในลูกหนี้ จำนวน 25,125.-
หนี้สูญเพิ่มขึ้นจำนวน 15,000.-
ค่าใช้จ่ายในการเก็บหนี้จำนวน 25,000.-
รวม 68,125.-
การบริหารสินค้า (Inventory Management)
สินค้าเป็นส่วนประกอบสำคัญของกิจการขายสินค้า มักจะมีผลต่อการตัดสินใจต่อการจัดหาเงินทุนและการลงทุน สินค้าเป็นสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องน้อยที่สุด และให้ผลตอบแทนสูงสุด
วัตถุประสงค์ของการบริหารสินค้า
1.ลดค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับสินค้า ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับสินค้าที่สำคัญ คือ ค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการลงทุนในสินค้า คือการลดจำนวนเงินลงทุนให้กับสินค้าคงเหลือที่น้อยที่สุด คือ ศูนย์
2.สนองความต้องการของลูกค้า (Meeting Demand) ต้องาการเพิ่มยอดขายให้ได้มากที่สุดโดยกิจการจำเป็นต้องมีสินค้ามากเพียงพอ เพื่อสนองความต้องการของลูกค้าตลอดเวลาเพื่อไม่ให้เกิดการสูญเสียลูกค้า
ประเภทของสินค้าคงเหลือ
1.วัตถุดิบ (Raw Materials) คือ สิ่งที่กิจการมีไว้เพื่อใช้ในการผลิตสินค้าสำเร็จรูป
2.สินค้าระหว่างผลิต (Work in Process) คือ สินค้าซึ่งอยู่ในกระบวนการผลิตแต่ยังไม่พร้อมที่จะขาย 3. สินค้าสำเร็จรูป (Finished Good) คือ เป็นสินค้าที่ผลิตเสร็จรอการขาย
ความสำคัญของการบริหารสินค้า
สินค้าคงเหลือ หมายถึง สินค้าที่กิจการถือหรือมีไว้เพื่อการผลิตหรือการขาย สินค้าคงเหลือเป็นรายการสินทรัพย์หมุนเวียนหนึ่งที่มีความสำคัญยิ่งต่อการดำเนินธุรกิจ เพราะเป็นสิ่งก่อให้เกิดรายได้โดยตรง นอกจากนี้ ยังเป็นรายการสินทรัพย์หมุนเวียนที่แสดงความมีสภาพคล่องที่แท้จริงของกิจการด้วย
วัตถุประสงค์ของการบริหารสินค้า
วัตถุประสงค์สำคัญอย่างหนึ่งในการบริหารสินค้าคงเหลือ ก็คือ เพื่อปรับปรุงความสามารถในการทำกำไรของกิจการให้ดีขึ้น โดยลดต้นทุนส่วนที่ต้องนำไปลงทุนในสินค้าคงเหลือ ทำให้กิจการมีต้นทุนส่วนนี้น้อยที่สุด การบริหารสินค้าคงเหลือเป็นการพิจารณาตัดสินใจในปัญหาสองด้าน ระหว่างความเสี่ยงกับผลตอบแทนที่ได้รับ กล่าวคือ ถ้ากิจการมีสินค้าคงเหลือมาก ความเสี่ยงจากการมีสินค้าไม่พอขายลดลง กิจการสามารถให้บริการแก่ลูกค้าได้ทั่วถึงและรวดเร็ว มีความคล่องตัวหรือความยืดหยุ่นในการดำเนินงานเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม การมีสินค้าคงเหลือมาก ทำให้กิจการมีกำไรลดลงได้เพราะค่าใช้จ่ายหรือต้นทุนรวมของการมีสินค้าคงเหลือจะเพิ่มขึ้น
สนองความต้องการของลูกค้า เพื่อต้องการเพิ่มยอดขายมากที่สุดและบรรลุวัตถุประสงค์ในการบริหารสินค้า กิจการจึงจำเป็นต้องมีสินค้าคงเหลือมากพอ เพื่อสนองความต้องการตลอดเวลา การมีสินค้าคงเหลือจำนวนน้อย กิจการอาจสูญเสียลูกค้าให้คู่แข่ง และเสียโอกาสในการขายสูญเสียค่าความนิยมของลูกค้าที่มีต่อกิจการ สูญเสียกำไรที่ควรได้รับ ถ้ามีสินค้าขาย การมีวัตถุดิบน้อย ทำให้การผลิตหยุดชะงักหรือล่าช้า
ประโยชน์ของสินค้าคงคลัง (Benefit of Inventory)
- ตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่ประมาณการไว้ในแต่ละช่วงเวลา ทั้งในและนอกฤดูกาล โดยธุรกิจต้องเก็บสินค้าคงคลังไว้ในคลังสินค้า - รักษาการผลิตให้มีอัตราคงที่สม่ำเสมอ เพื่อรักษาระดับการว่าจ้างแรงงาน การเดินเครื่องจักร ฯลฯ ให้สม่ำเสมอได้ โดยจะเก็บสินค้าที่ขายไม่หมดในช่วงขายไม่ดีไว้ขายตอนช่วงขายดีซึ่งช่วงนั้นอาจจะผลิตไม่ทันขาย
- ทำให้ธุรกิจได้ส่วนลดปริมาณจากการจัดซื้อครั้งละมากๆ - ป้องกันการเปลี่ยนแปลงราคา และผลกระทบจากเงินเฟ้อเมื่อสินค้าในท้องตลาดมีราคาสูงขึ้น
- ป้องกันของขาดมือด้วยสินค้าเผื่อขาดมือ (Safety Stock) เมื่อเวลารอคอยล่าช้าหรือบังเอิญได้คำสั่งซื้อเพิ่มขึ้นกะทันหัน
- ทำให้กระบวนการผลิตสามารถดำเนินการต่อเนื่องอย่างราบรื่น ไม่มีการหยุดชะงักเพราะของขาดมือจนเกิดความเสียหายแก่กระบวนการผลิตซึ่งจะทำให้คนง่านว่างงาน เครื่องจักรถูกปิด ผลิตไม่ทันคำสั่งของลูกค้า
ประเภทของสินค้าคงเหลือและปัจจัยที่ใช้กำหนดขนาดของสินค้าคงเหลือ
การจัดจำแนกประเภทของสินค้าคงเหลือขึ้นอยู่กับประเภทของธุรกิจ สินค้าคงเหลือของกิจการที่ผลิตสินค้าเพื่อขาย (Manufacturing Company)
1. วัตถุดิบ (raw materials) หมายถึง สิ่งซึ่งกิจการมีไว้เพื่อใช้ในการผลิตสินค้าสำเร็จรูปวัตถุดิบจะต้องถือไว้จำนวนมากเพียงพอเพื่อใช้ในกระบวนการผลิต เนื่องจากการที่กระบวนการผลิตหยุดชะงัก หรือล่าช้า ย่อมเสียค่าใช้จ่าย แต่การมีวัตถุดิบจำนวนมาก ทำให้ต้องใช้เงินลงทุนในวัตถุดิบจำนวนมากแทนที่จะนำเงินดังกล่าวไปลงทุนนิสีทรัพย์อื่นที่มีกำไรมากกว่า
2. สินค้าระหว่างผลิต (work in process) หมายถึง สินค้าซึ่งอยู่ในกระบวนการผลิต แต่ยังไม่พร้อม ที่จะขายได้ สินค้าสำเร็จรูป (finish goods) หมายถึง เป็นสินค้าที่ผลิตรอการขาย ส่วนสินค้าคงเหลือของกิจการที่ซื้อสินค้ามาเพื่อขาย (Merchandising Company) จะหมายถึง สินค้าสำเร็จรูปเพียงอย่างเดียวเท่านั้น
ปัจจัยที่ใช้กำหนดขนาดของสินค้าคงเหลือ ได้แก่
1) ประเภทของธุรกิจ
2) ระดับของยอดขาย กล่าวคือ ขนาดของสินค้าคงเหลือควรแปรผันตรงกับยอดขาย
3) ระยะเวลาและเทคนิคของกระบวนการผลิตหรือสั่งซื้อของกิจการนั้น กล่าวคือ ถ้าสินค้านั้นต้องใช้ระยะเวลาในการผลิตนาน หรือมีช่วงระยะเวลานานในการสั่งซื้อ หรือมีกระบวนการผลิตที่ซับซ้อน กิจการก็ควรกำหนดขนาดสินค้าคงเหลือไว้ค่อนข้างมาก เพื่อไม่ให้เสียโอกาสจากการมีสินค้าไม่พอขาย
4) อายุตามสภาพของสินค้า หมายถึง ความคงทนถาวร การเน่าเสีย ความล้าสมัยของสินค้า เช่น ถ้าสินค้าที่มีสภาพคงทนและไม่ล้าสมัยง่าย กิจการก็สามารถกำหนดขนาดสินค้าคงเหลือไว้ได้มากด้วย ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นเนื่องจาก
การมีสินค้าคงเหลือ ได้แก่
1) ค่าใช้จ่ายหรือต้นทุนในการสั่งซื้อ ( Ordering Costs , O) หมายถึง ต้นทุนในการสั่งซื้อสินค้าต่อครั้ง เช่น ค่าพิมพ์ ค่ากระดาษ ซอง แสตมป์ ค่าโทรเลข โทรศัพท์ เป็นต้น ต้นทุนรวมในการสั่งซื้อสินค้า (Total Ordering Cost) จะแปรผันตรงตามจำนวนครั้งของการสั่งซื้อ2) ค่าใช้จ่ายหรือต้นทุนในการเก็บรักษา (Carrying Costs , C ) หมายถึง ต้นทุนในการดูแลรักษาสินค้าต่อหน่วย ค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษาสินค้าประกอบด้วย
2.1) Cost of Space เป็นค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับคลังสินค้า เช่น ค่าเช่า ค่าเสื่อมราคา ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าทำความสะอาด ค่าพนักงาน ยามเฝ้าคลังสินค้า ค่าภาษีรายจ่ายประเภทนี้ส่วนใหญ่เป็นรายจ่ายประจำหรือคงที่
2.2) ต้นทุนของเงินลงทุนในสินค้า เป็นค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการจัดหาเงินทุนในสินค้า
การสั่งซื้อสินค้าต่อครั้งมากจะทำให้กิจการถือสินค้าไว้มาก และเสียค่าใช้จ่ายในการถือสินค้ารวมมากแต่ถ้าจำนวนที่สั่งซื้อต่อครั้งน้อยทำให้กิจการถือสินค้าน้อย และเสียค่าใช้จ่ายในการถือสินค้ารวมน้อย
3) ค่าใช้จ่ายหรือต้นทุนของสินค้าขาดมือ ( Stock Out Costs) หมายถึง ต้นทุนของการเสียโอกาสจากการขายสินค้าในกรณีที่กิจการมีสินค้าคงเหลือน้อยเกินไปจนประสบปัญหาสินค้าขาดมือ 4) ผลขาดทุนที่อาจเกิดขึ้นจากการที่สินค้านั้นล้าสมัย หรือราคาสินค้าอาจลดลง ซึ่งมีผลให้ธุรกิจขาดทุนจากการมีสินค้าคงเหลือดังกล่าว
เทคนิคที่ใช้ในการบริหารสินค้าคงเหลือ
เครื่องมือที่ใช้ในการบริหารสินค้าคงเหลือให้มีประสิทธิภาพ คือ
1. การกำหนดปริมาณสั่งซื้อที่ทำให้ค่าใช้จ่ายรวมต่ำสุด (Economic Order Quantity: EOQ)
โดยมีทั้งหมด 3 วิธี
1. วิธีทดลองไปเรื่อย ๆ (Trial and Error)
2. วิธีวาดแผนภูมิ (Graphic Approach) - สูตร (Mathematical Approach) การกำหนดปริมาณสั่งซื้อที่ทำให้ค่าใช้จ่ายรวมต่ำสุด มีสมมุติมาจาก
1.กิจการทราบจำนวนสินค้าที่ต้องการใช้แน่นอน
2.อัตราการใช้สินทรัพย์สม่ำเสมอ
3.รับสินค้าทันที่ที่สั่งซื้อ
2. การกำหนดจุดสั่งซื้อ (Recorder Point)
1. จุดสั่งซื้อ – กรณีไม่มี Lead time และ Safety Stock Lead time คือ ระยะเวลาในการสั่งซื้อสินค้า Safety Stock คือ ระยะปลอดภัยที่มีสินค้าพอที่จะจำหน่าย โดยจะใช้สูตร ปริมาณการใช้ต่อวัน ? Lead time = จะต้องสั่งซื้อเมื่อมีสินค้าคงเหลือ
2. จุดสั่งซื้อ - เมื่อมี Lead time – ไม่มี Safety Stock การกำหนดจำนวนสินค้าเพื่อความปลอดภัยจะต้องใช้แนวคิดทางคณิตศาสตร์มาใช้ โดยจะกำหนดจำนวนสินค้าที่ควรถือเพื่อความปลอดภัย และนำไปบวกกับจำนวนสินค้าที่จะถือไว้เพื่อขายก่อนที่จะได้รับสินค้าที่สั่งซื้อจะได้จุดสั่งซื้อสินค้าใหม่
3.จุดสั่งซื้อ – เมื่อมี Lead time และ Safety Stock จะต้องใช้ Safety Stock + Lead time
3. การบริหารสินค้าระบบ Just – in – Time แนวคิดนี้มุ่งเน้นเกี่ยวกับการควบคุมคุณภาพของสินค้าโดยระบุว่าระบบนี้จะต้อง
1. ผลิตและขายสินค้าเพื่อให้ลูกค้าพอใจ
2. มีความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างผู้ขายวัตถุดิบ ผู้ผลิตและลูกค้า
3. มีสินค้าคงเหลือน้อยที่สุด ประโยชน์ของการนำ Just – in – Time มาใช้คือ ทำให้กิจการมีสินค้าสำเร็จรูป สินค้าระหว่างผลิต รวมทั้งวัตถุดิบน้อย จะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับสินค้าและยังเพิ่มผลผลิต
4. การบริหารสินค้าโดยระบบ ABC การบริหารสินค้าโดยระบบ ABC การนำระบบ ABC มาใช้บริหารสินค้านั้น จะแบ่งสินค้าออกเป็น 3 กลุ่ม
กลุ่ม A เป็นกลุ่มที่มีสิสนค้าน้อยรายการ แต่มีจำนวนเงินลงทุนในสินค้ามาก เช่นมีรายการสินค้า 10-20% ของรายการสินค้าทั้งหมด แต่จำนวนเงินลงทุนเป็น 50-75 % ของจำนวนเงินลงทุนในสินค้า
กลุ่ม B เป็นกลุ่มที่รายการสินค้ามากขึ้น กล่าวคือ จะมีรายการสินค้าประมาณ
30-40%ของรายการสินค้าทั้งหมด ตามีจำนวนนำเงินลงทุนในสินค้าน้อยกว่ากลุ่ม A สินค้าในกลุ่มนี้จะมีมูลค่าประมาณ 15 % ของมูลค่าสินค้าทั้งหมด
กลุ่ม C เป็นกลุ่มที่มีสินค้ามากที่สุด ประมาณ 40-50% ของรายการสินค้าทั้งหมด แต่มีมูลค่าของสิสนค้าน้อยที่สุด กล่าวคือ ประมาณ 5-10% ของมูลค่าสินค้าทั้งหมด ตัวอย่างที่ 1 บริษัทกานดาเป็นกิจการขายสินค้าประเภทรองเท้า ขายรองเท้า 8,200 คู่ต่อปีโดยค่าใช้จ่ายในการสั่งซื้อต่อครั้ง 20 บาทและมีค่าใช้จ่ายในการถือสินค้าต่อหน่วย 0.20 บาท
การสั่งซื้อครั้งละ 8,200 หน่วยจะต้องสั่ง (8,200?8,200) = 1 ครั้งการสั่งซื้อครั้งละ 4,100 หน่วยจะต้องสั่ง (8,200?4,100) = 2 ครั้งค่าใช้จ่ายในการสั่งซื้อรวม ถ้าสั่งครั้งละ 8,200 หน่วย = 1?20 = 20 บาท.ค่าใช้จ่ายในการสั่งซื้อรวม ถ้าสั่งครั้งละ 4,100 หน่วย = 2?20 = 40 บาท
ความสัมพันธ์ระหว่างค่าใช้จ่ายในการสั่งซื้อ และจำนวนครั้งที่สั่งซื้อ
ปริมาณที่สั่งซื้อ ต่อครั้ง (1) |
จำนวนครั้งที่สั่งซื้อ (2) = 8200?1 |
ค่าใช้จ่ายในการสั่งซื้อต่อครั้ง (3) |
ค่าใช้จ่ายในการสั่งซื้อรวม (4) = (2)?(3) |
| 8,200 | 1 | 20 | 20 |
| 4,100 | 2 | 20 | 40 |
| 2,050 | 4 | 20 | 80 |
| 1,640 | 5 | 20 | 100 |
| 820 | 10 | 20 | 200 |
จากตัวอย่างที่ 1:- กิจการต้องการใช้สินค้าทั้งสิ้น 8,200 หน่วย และสมมติว่าปริมาณการขายหรือใช้สม่ำเสมอ แสดงสินค้าคงเหลือเฉลี่ยเปรียบเทียบระหว่างการสั่งซื้อสินค้า 5 ครั้ง ๆ ละ 1,640หน่วย กับสินค้าคงเหลือเฉลี่ยถ้าสั่งซื้อ 10 ครั้ง ๆ ละ 820 หน่วย
ถ้าสั่งซื้อครั้งละ 1,640 หน่วย
สินค้าคงเหลือเฉลี่ย = 1,640+0 = 820 หน่วย
2
ถ้าสั่งซื้อครั้ง 820 หน่วย
สินค้าคงเหลือเฉลี่ย = 820+0 = 410 หน่วย
2
จะเห็นว่าถ้าจำนวนที่สั่งซื้อต่อครั้งมาก จะมีสินค้าคงเหลือเฉลี่ยสูงกว่า กรณีที่สั่งซื้อต่อครั้งน้อย
ค่าใช้จ่ายในการถือสินค้ารวม
ถ้าสั่งซื้อครั้งละ 1,640 หน่วย = 1,640+0 ?0.20
2
= 820?0.20 = 164 บาท
ถ้าสั่งซื้อครั้งละ 820 หน่วย = 820+0 ?0.20
2
= 410?0.20 = 82 บาท
จากตัวอย่างที่ 1 แสดง ตารางความสัมพันธ์ระหว่างประมาณที่สั่งซื้อต่อครั้ง และค่าใช้จ่ายในการถือสินค้ารวม
| ปริมาณที่สั่งซื้อ ต่อครั้ง (1) |
สินค้าที่ถือเฉลี่ย (2) = (1) ? 2 | ค่าใช้จ่ายในการถือสินค้า ต่อหน่วย (3) |
ค่าใช้จ่ายในการถือ สินค้ารวม (4) = (2)?3 |
| 8,200 | 4,100 | 0.02 | 820 |
| 4,100 | 2,050 | 0.20 | 410 |
| 2,050 | 1,025 | 0.20 | 205 |
| 1,640 | 820 | 0.20 | 164 |
| 820 | 410 | 0.20 | 82 |
ตัวอย่างที่ 2:- บริษัทวินัยเป็นกิจการขายสินค้าทางด้านการเกษตรโดยมีการสั่งซื้อสินค้า
จำนวนสินค้าที่ต้องการใช้ 7,200 หน่วย
ค่าใช้จ่ายในการสั่งซื้อต่อครั้ง 30 บาท
ค่าใช้จ่ายในการถือสินค้าต่อหน่วย 0.30 บาท
การสั่งซื้อครั้งละ 7,200 หน่วยจะต้องสั่ง (7,200?7,200) = 1 ครั้ง
การสั่งซื้อครั้งละ 3,600 หน่วยจะต้องสั่ง (7,200?3,600) = 2 ครั้ง
ค่าใช้จ่ายในการสั่งซื้อรวม ถ้าสั่งซื้อครั้งละ 7,200 หน่วย =1?30 = 30 บาท
ค่าใช้จ่ายในการสั่งซื้อรวม ถ้าสั่งซื้อครั้งละ 3,600 หน่วย =2?30 = 60 บาท
ความสัมพันธ์ระหว่างค่าใช้จ่ายในการสั่งซื้อ และจำนวนครั้งที่สั่งซื้อ
ปริมาณ ที่สั่งซื้อต่อครั้ง (1) |
จำนวนครั้งที่สั่งซื้อ (2) = 7,200?1 |
ค่าใช้จ่าย ในการสั่งซื้อต่อครั้ง (3) |
ค่าใช้จ่ายในการสั่งซื้อรวม (4) = (2)?(3) |
| 7,200 | 1 | 30 | 30 |
| 3,600 | 2 | 30 | 60 |
| 1,800 | 4 | 30 | 120 |
| 1,200 | 6 | 30 | 180 |
| 900 | 8 | 30 | 240 |
2. ค่าใช้จ่ายในการถือสินค้า (Carrying Costs) หมายถึง ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นเมื่อกิจการถือสินค้าไว้ ได้แก่
- ต้นทุนของเงินลงทุนในสินค้าเป็นค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับการจัดหาเงินเพื่อลงทุนในสินค้า
- ค่าใช่จ่ายเกี่ยวกับการเก็บรักษาสินค้า
สูตร ค่าใช้จ่ายในการถือสินค้ารวม
TOC = A ? Cกำหนดให้
TCC = ค่าใช้จ่ายในการถือสินค้ารวม
A = สินค้าคงเหลือเฉลี่ย
ปริมาณสั่งซื้อต่อครั้ง + 0
2
C = ค่าใช้จ่ายในการถือสินค้าต่อหน่วย จากตัวอย่างที่ 2 กิจการต้องการใช้สินค้าทั้งสิ้น 7,200 หน่วย และสมมติว่าปริมาณการขายหรือใช้สม่ำเสมอ แสดงสินค้าคงเหลือเฉลี่ยเปรียบเทียบระหว่างการสั่งซื้อสินค้า 5 ครั้ง ๆ ละ 1,440หน่วย กับสินค้าคงเหลือเฉลี่ยถ้าสั่งซื้อ 10 ครั้ง ๆ ละ 720 หน่วยถ้าสั่งซื้อครั้งละ 1,440 หน่วย
สินค้าคงเหลือเฉลี่ย = 1,440+0 = 720 หน่วย
2
ถ้าสั่งซื้อครั้ง 720 หน่วย
สินค้าคงเหลือเฉลี่ย = 720 + 0 = 360 หน่วย
2
จะเห็นว่าถ้าจำนวนที่สั่งซื้อต่อครั้งมาก จะมีสินค้าคงเหลือเฉลี่ยงสูงกว่า กรณีที่สั่งซื้อต่อครั้งน้อย
ค่าใช้จ่ายในการถือสินค้ารวม
ถ้าสั่งซื้อครั้งละ 1,440 หน่วย = 1,440 + 0 ?0.30
2
= 820?0.30 = 216 บาท
ถ้าสั่งซื้อครั้งละ 720 หน่วย = 820 + 0 ?0.30
2
= 360?0.30 = 108 บาท
จากตัวอย่างที่ 2 แสดง ตารางความสัมพันธ์ระหว่างประมาณที่สั่งซื้อต่อครั้ง และค่าใช้จ่ายในการถือสินค้ารวม
|
|
สินค้าที่ถือเฉลี่ย (2) = (1) ? 2 |
ค่าใช้จ่ายในการถือสินค้า ต่อหน่วย (3) |
ค่าใช้จ่ายในการถือ สินค้ารวม (4) = (2)?3 |
| 7,200 | 3,600 | 0.30 | 1,080 |
| 3,600 | 1,800 | 0.30 | 540 |
| 1,800 | 900 | 0.30 | 270 |
| 1,200 | 600 | 0.30 | 180 |
| 900 | 450 | 0.30 | 135 |
edit @ 10 Sep 2008 00:21:04 by mis48-bf
edit @ 10 Sep 2008 00:45:39 by mis48-bf
edit @ 10 Sep 2008 10:25:08 by mis48-bf
edit @ 10 Sep 2008 10:28:22 by mis48-bf
edit @ 10 Sep 2008 10:36:02 by mis48-bf
edit @ 10 Sep 2008 10:38:19 by mis48-bf

#1 By ตุ้ย (117.47.31.100) on 2008-10-13 19:19