บทที่ 2 การวิเคราะห์งบการเงิน

ความหมายของการวิเคราะห์งบการเงินการวิเคราะห์งบการเงิน คือ กระบวนการค้นหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับฐานะทางการเงินและผลการดำเนินงานของกิจการใดกิจการหนึ่งจากงบการเงินของกิจการนั้น  พร้อมทั้งนำข้อเท็จจริงดังกล่าวมาประกอบการตัดสินใจ

 การวิเคราะห์งบการเงินมีจุดประสงค์ 2 ประการดังนี้1. การหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับฐานะการเงินและผลการดำเนินงานของกิจการ2. การนำข้อเท็จจริงที่ได้มาใช้ประกอบการตัดสินใจหรือเสนอแนะแนวทางการตัดสินใจ 

กลุ่มผู้ใช้ประโยชน์จากการวิเคราะห์งบการเงิน

1. เจ้าหนี้  หมายถึง บุคคลภายนอกที่ให้กิจการกู้เงินมาใช้ในการดำเนินธุรกิจ  เจ้าหนี้จะวิเคราะห์งบการเงินของลูกหนี้เพื่อพิจารณาความสามารถในการชำระหนี้  ความสามารถในการหากำไรและลักษณะการได้มาและการใช้ไปของเงินทุน           

2. ผู้ลงทุนทั่วไป  หมายถึง  ผู้ที่มีเงินออมและพร้อมที่จะลงทุนในธุรกิจ จะวิเคราะห์ความสามารถในการหากำไรทั้งปัจจุบันและแนวโน้มในอนาคต  อัตราผลตอบแทนและความเสี่ยงจากการลงทุน           

3. ผู้บริหาร  มีหน้าที่และต้องรับผิดชอบต่อผลการดำเนินงานและฐานะการเงินของกิจการจึงต้องการการวิเคราะห์อย่างละเอียด  เพื่อพิจารณาถึงปัญหาและโอกาสของกิจการสำหรับการกำหนดแผนดำเนินการต่อไป           

 4. หน่วยงานรัฐบาล  วิเคราะห์งบการเงินเพื่อได้ข้อมูลที่จะนำมาประกอบการพิจารณานโยบายต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบธุรกิจ  ผู้บริโภคและประเทศโดยส่วนรวม           

5. นักวิชาการ  วิเคราะห์งบการเงินของกิจการ  เพื่อนำมาศึกษาและให้ข้อเสนอแนะ  ตลอดจนจัดทำข้อมูลที่สำคัญ ๆ เพื่อการศึกษาและงานวิจัยซึ่งจะเป็นประโยชน์แก่วงการศึกษา  และวงการธุรกิจ 

การวิเคราะห์งบการเงินมีจุดมุ่งหมายพอสรุปดังนี้1. เพื่อเป็นเครื่องมือกลั่นกรองเบื้องต้นสำหรับการตัดสินใจ  โดยเฉพาะเรื่องการลงทุน            2. เป็นเครื่องมือช่วยพยากรณ์ฐานะการเงิน และผลการดำเนินงานในอนาคตและการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นจากผลกระทบต่าง ๆ            3. เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการวินิจฉัยปัญหาในการบริหารงาน   ฐานะการเงินและปัญหาอื่น ๆ ที่อาจเกิดขึ้น            4. เป็นข้อมูลประกอบการประเมินผลการปฏิบัติงานของพนักงานแต่ละฝ่าย 

เครื่องมือที่ใช้ในการวิเคราะห์งบการเงิน  เครื่องมือที่ใช้ในการวิเคราะห์งบการเงินมี 5 ประเภท ดังนี้                     1. การวิเคราะห์งบการเงินโดยใช้อัตราส่วนทางการเงิน (Financial Ratio Analysis)                                                2. การวิเคราะห์งบการเงินโดยวิธีแนวนอน (Horizontal Analysis)                                                                       3. การวิเคราะห์งบการเงินโดยวิธีแนวตั้ง   (Vertical Analysis)                                                                          4. การวิเคราะห์งบการเงินโดยวิธีแนวโน้ม  (Trend Analysis)                                                                           5. การวิเคราะห์โดยจัดทำงบกระแสเงินสด (Cash Flow Analysis)                                                                                            1. การวิเคราะห์งบการเงินโดยใช้อัตราส่วนทางการเงิน (Financial Ratio Analysis)            อัตราส่วนทางการเงินเป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์งบการเงิน  ซึ่งเกิดจากการเปรียบเทียบโดยการนำรายการที่ปรากฏในงบการเงินสำหรับระยะเวลาหนึ่งมาสัมพันธ์กันในรูปสัดส่วนหรืออัตราร้อยละ              การนำอัตราส่วนมาแปลความและใช้ประโยชน์โดยการเปรียบเทียบมี 3 วิธี คือ                                                                                                                           1. เปรียบเทียบกับอัตราส่วนมาตรฐานหรืออัตราส่วนเฉลี่ยของอุตสาหกรรม          เป็นอัตราส่วนที่จัดทำขึ้นจากข้อมูลของอุตสาหกรรมประเภทนั้นเป็นส่วนรวม    เมื่อเปรียบเทียบกับกิจการภายในอุตสาหกรรมเดียวกัน  การเปรียบเทียบเช่นนี้เราถือตัวเลขที่ปรากฏในอัตราส่วนมาตรฐานเป็นจุดตัดสิน (Cut off Point)                                               2. เปรียบเทียบกับอัตราส่วนของบริษัทที่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน การเปรียบเทียบกับบริษัทที่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน บริษัทที่จะนำมาเปรียบเทียบกันนั้นจะต้องเป็นบริษัทที่มีขนาดใกล้เคียงกันและต้องเป็นบริษัทที่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน                                                                                                                            3. เปรียบเทียบอัตราส่วนของบริษัทเดียวกันในช่วงเวลาที่ต่างกัน เช่น ข้อมูลปีปัจจุบันกับอดีตจะทำให้ทราบถึงแนวโน้มในปัจจุบันว่ามีการบริหารงานดีขึ้นหรือแย่ลงจากปีที่แล้วอย่างไร และทำให้สามารถวิเคราะห์แนวโน้มในอนาคตได้ 

อัตราส่วนทางการเงินแบ่งออกได้ 5 ประเภท คือ1. อัตราส่วนวัดสภาพคล่อง (Liquidity Ratio) เป็นอัตราส่วนใช้วัดความสามารถในการชำระหนี้ระยะสั้น หรือวัดสภาพคล่องของกิจการ                                                                                  1.1 อัตราส่วนเงินทุนหมุนเวียน (Current Ratio) เป็นอัตราส่วนใช้วัดสภาพคล่องของกิจการแสดงความสามารถที่กิจการนำสินทรัพย์หมุนเวียนไปชำระหนี้สินหมุนเวียนได้กี่เท่า และสามารถชำระได้ทันเวลาหรือไม่                        Current Ratio  =  สินทรัพย์หมุนเวียน  = .......... เท่า                                                                                   หนี้สินหมุนเวียน  ผลลัพธ์บอกให้ทราบว่า ณ วันที่วิเคราะห์งบการเงิน  กิจการมีสินทรัพย์หมุนเวียนเป็นกี่เท่าของหนี้สินหมุนเวียน นั่นคือ เมื่อกิจการจ่ายชำระหนี้สินระยะสั้นแล้ว ยังมีสินทรัพย์หมุนเวียนเหลืออยู่หรือไม่  ซึ่งบอกให้ทราบว่าธุรกิจมีสภาพคล่องสูงหรือต่ำ                                                                                                                    1.2 อัตราส่วนเงินทุนหมุนเวียนเร็ว (Quick Ratio or Acid-test Ratio)เป็นอัตราส่วนที่ใช้วัดสภาพคล่องของกิจการอีกประเภทหนึ่งแสดงความสามารถที่กิจการจะนำสินทรัพย์หมุนเวียนที่เปลี่ยนเป็นเงินสดได้เร็ว มาจ่ายชำระหนี้สินระยะสั้นได้ทันเวลาหรือไม่                Quick Ratio or Acid-test Ratio                        = เงินสด+เงินลงทุนระยะสั้น+ลูกหนี้การค้าและตั๋วเงินรับ = …….เท่า       หนี้สินหมุนเวียน    ผลลัพธ์บอกให้ทราบว่า ณ วันที่วิเคราะห์งบการเงิน กิจการมีสินทรัพย์ที่เปลี่ยนเป็นเงินสดได้เร็วเป็นกี่เท่าของหนี้สินหมุนเวียน เพื่อจะใช้ชำระหนี้สินหมุนเวียนได้ทันเวลาหรือไม่                                                                                                                                                            2. อัตราส่วนวัดประสิทธิภาพในการบริหารสินทรัพย์ (Activity Ratio) เป็นอัตราส่วนที่ใช้วัดประสิทธิภาพในการใช้สินทรัพย์ที่มีอยู่ของกิจการ อัตราส่วนนี้เกี่ยวข้องกับการเปรียบเทียบระหว่างยอดขายกับการลงทุนในสินทรัพย์ต่าง ๆ ของกิจการ                                                                                                                                                                                   2.1 อัตราส่วนหมุนเวียนของลูกหนี้ (Receivables Turnover)                                                               

 อัตราการหมุนเวียนของลูกหนี้ = ยอดขายเชื่อ =……ครั้ง                                          ลูกหนี้เฉลี่ย                        ลูกหนี้เฉลี่ย = ลูกหนี้การค้าต้นงวด + ลูกหนี้การค้าปลายงวด                                                                        2                  ผลลัพธ์บอกให้ทราบว่า ช่วงเวลาที่ทำการวิเคราะห์ ธุรกิจขายสินค้าเป็นเงินเชื่อและสามารถเรียกเก็บหนี้ได้กี่ครั้ง ถ้าอัตราส่วนการหมุนเวียนของลูกหนี้สูงยิ่งดี แสดงว่า ในช่วงที่วิเคราะห์ธุรกิจมีการขายสินค้าเป็นเงินเชื่อ และเก็บหนี้จากลูกหนี้ได้เร็ว คือลูกหนี้ของกิจการมีความคล่องตัวสูง                       ระยะเวลาในการเก็บหนี้ถัวเฉลี่ย (Average Collection Period)                  =          จำนวนวันในหนึ่งปี                 =…….วัน                       อัตราการหมุนเวียนของลูกหนี้                  ผลลัพธ์บอกให้ทราบว่า ในช่วงเวลาการวิเคราะห์ กิจการสามารถเก็บเงินจากลูกหนี้ใช้เวลากี่วัน จำนวนวันที่ใช้ในการเก็บเงินจากลูกหนี้ยิ่งน้อยวันยิ่งดี ถ้าจำนวนวันมากจะทำให้เสี่ยงต่อการเกิดหนี้สูญ                                                                                                                                                    2.2 อัตราการหมุนเวียนของสินค้า (Inventory Turnover)                                                                      อัตราการหมุนเวียนของสินค้า =          ต้นทุนขาย         =…….ครั้ง                                                             สินค้าคงเหลือเฉลี่ย                  สินค้าคงเหลือเฉลี่ย =   สินค้าคงเหลือต้นงวด + สินค้าคงเหลือปลายงวด                                                                                              2      ผลลัพธ์จากการคำนวณอัตราการหมุนเวียนของสินค้าบอกให้ทราบว่าธุรกิจได้ขายสินค้าจนกระทั่งเก็บเงินได้มีจำนวนกี่ครั้ง ถ้าอัตราการหมุนเวียนของสินค้า มีจำนวนมากครั้ง แสดงถึงประสิทธิภาพด้านการขายอยู่ในเกณฑ์ดีและสินค้าเป็นที่ต้องการของตลาดทำให้ขายสินค้าได้เร็ว                  ระยะเวลาในการเก็บรักษาสินค้า (Average Day Inventory in Stock)   ระยะเวลาในการเก็บรักษาสินค้า  =                จำนวนวันใน 1 ปี                    =……วัน                                                        อัตราการหมุนเวียนของสินค้าคงเหลือ                  ผลลัพธ์บอกให้ทราบว่า การวิเคราะห์เงินทุนที่ได้ลงทุนในสินค้านั้นกว่าจะเปลี่ยนสภาพเป็นลูกหนี้หรือเงินสดใช้เวลากี่วัน                                                                                                              2.3 อัตราการหมุนเวียนของสินทรัพย์รวม (Total Asset Turnover)                                                          อัตราการหมุนเวียนของสินทรัพย์รวม =        ยอดขาย           =…..ครั้ง                                                                                         สินทรัพย์รวมเฉลี่ย                  อัตราการหมุนเวียนของสินทรัพย์ไม่หมุนเวียน ใด ๆ เช่น ที่ดิน, อาคารและอุปกรณ์ สำนักงาน เป็นต้น            อัตราการหมุนเวียนของสินทรัพย์............ =        ยอดขาย                =…..ครั้ง                                                                                                             สินทรัพย์..........เฉลี่ย                  ผลลัพธ์บอกให้ทราบว่า ความสามารถของกิจการในการใช้สินทรัพย์นั้น ๆ มีประสิทธิภาพเพียงใด                             

 3. อัตราส่วนวัดสภาพหนี้สิน (Leverage Ratio) เป็นอัตราส่วนที่ใช้วัดความสามารถในการก่อหนี้ของกิจการ                        3.1 อัตราส่วนหนี้สินรวมต่อสินทรัพย์รวม (Debt Ratio)                                                                                   อัตราส่วนหนี้สินรวมต่อสินทรัพย์รวม  =     หนี้สินรวม      =……..%     สินทรัพย์รวมผลลัพธ์บอกให้ทราบว่ากิจการมีการกู้ยืมเงินมาลงทุนเป็นอัตราร้อยละเท่าไรของสินทรัพย์รวมฝ่ายเจ้าหนี้จะพอใจในอัตราส่วนที่ปานกลางจนถึงต่ำ แสดงว่ากิจการมีสินทรัพย์รวมมากกว่าหนี้สินรวม            ฝ่ายเจ้าของกิจการ จะพอใจในอัตราส่วนที่สูงเนื่องจาก                    1. เจ้าของกิจการหลีกเลี่ยงการเพิ่มทุนของกิจการ                                                                                           2. เป็นการนำเงินของเจ้าหนี้มาลงทุนซึ่งมีต้นทุนต่ำ                                                                                          3. เป็นการลดความเสี่ยงในเงินลงทุนของเจ้าของกิจการ     

  3.2 อัตราส่วนหนี้สินรวมต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (Debt to Equity Ratio)                                                                           อัตราส่วนหนี้สินรวมต่อส่วนของผู้ถือหุ้น  =      หนี้สินรวม            =……เท่า      ส่วนของผู้ถือหุ  ผลลัพธ์ที่ได้บอกให้ทราบว่าธุรกิจมีแหล่งที่มาของเงินทุนจากหนี้สินเป็นกี่เท่าของผู้ถือหุ้น      

 3.3 อัตราส่วนวัดความสามารถในการจ่ายดอกเบี้ย (Time Interest Earned or Interest Coverage Ratio) แสดงความสามารถในการจ่ายดอกเบี้ยTime Interest Earned =     กำไรก่อนหักดอกเบี้ยจ่ายและภาษีเงินได้    =…….เท่า  ดอกเบี้ยจ่าย                  ผลลัพธ์บอกให้ทราบว่า กิจการมีผลกำไรก่อนหักดอกเบี้ยและภาษีเงินได้เป็นกี่เท่าของดอกเบี้ยจ่าย แสดงถึงความสามารถในการจ่ายดอกเบี้ยและแสดงให้เห็นว่ากิจการจะต้องทำกำไรเท่าใด จึงจะเพียงพอต่อการจ่ายดอกเบี้ย                      

 3.4 อัตราส่วนวัดความสามารถในการจ่ายค่าใช้จ่ายประจำทางการเงิน (Fixed Charge Coverage Ratio) ค่าใช้จ่ายประจำทางการเงิน คือ ดอกเบี้ยจ่าย ค่าเช่าระยะยาว และจ่ายเงินกองทุนจม (Sinking Fund) ซึ่งเงินกองทุนจมจ่ายจากกำไรหลังหักภาษีต้องปรับปรุงโดยหาร (1 อัตราภาษี) เพื่อเป็นกำไรก่อนหักภาษีอัตราส่วนวัดความสามารถในการจ่ายค่าใช้จ่ายประจำทางการเงิน                    = กำไรก่อนหักดอกเบี้ยและภาษีเงินได้             =……เท่า                        ดอกเบี้ย+ค่าเช่า+        เงินกองทุนจม     (1 อัตราภาษีเงินได้)   ผลลัพธ์ที่ได้บอกให้ทราบว่ากิจการมีกำไรเพียงพอที่จะจ่ายค่าใช้จ่ายประจำทางการเงินได้เพียงใด            

 4. อัตราส่วนวัดความสามารถในการทำกำไร (Profitability  Ratios)  เป็นอัตราส่วนที่ใช้วัดความสามารถในการทำกำไรของธุรกิจ  แบ่งเป็น  2  ประเภท  คือ             

1.  กำไรที่เปรียบเทียบกับยอดขาย  ได้แก่                

 4.1  อัตรากำไรขั้นต้น  (Gross  Profit  Margin)                                                                                       เป็นอัตราส่วนที่แสดงว่าขาย 100  บาท  ได้กำไรขั้นต้นเท่าไร            อัตรากำไรขั้นต้น   =   กำไรขั้นต้น   × 100  =……………..%    ยอดขายสุทธิ            ผลลัพธ์บอกให้ทราบว่ากิจการมีกำไรขั้นต้นเป็นร้อยละเท่าใดของยอดขาย  อัตราส่วนนี้ยิ่งสูงยิ่งดีแสดงความสามารถในการทำกำไรขั้นต้น             

4.2  อัตรากำไรสุทธิ  (Net  Profit  Margin)  เป็นอัตราส่วนที่แสดงว่าขาย  100  บาท  มีกำไรสุทธิเท่าไร            อัตรากำไรสุทธิ  =  กำไรสุทธิหลังภาษี  × 100  =……………%      ยอดขายสุทธิ  ผลลัพธ์บอกให้ทราบว่า  กิจการมีกำไรสุทธิเป็นร้อยละเท่าไรของยอดขาย  อัตราส่วนนี้ยิ่งสูงยิ่งดีแสดงความสามารถในการทำกำไรสุทธิ            2.  กำไรที่เปรียบเทียบกับเงินลงทุนในสินทรัพย์และส่วนของผู้ถือหุ้น  ได้แก่           

 4.3 อัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์รวม (Return on Total Asset หรือ  ROB)  แสดงให้เห็นถึง  ประสิทธิภาพในการบริหารสินทรัพย์รวมที่กิจการมีอยู่ว่าก่อให้เกิดผลตอบแทนในรูปกำไรให้กับธุรกิจมากหรือน้อยอย่างไร  บางครั้งเรียกอัตราส่วนนี้ว่า  อัตราผลตอบแทนจากการลงทุน  (Return  on  Investment  หรือ  ROI)            อัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์รวม  =   กำไรสุทธิหลังภาษี  × 100  = ………%    สินทรัพย์รวม            ผลลัพธ์ที่ได้แสดงว่ากิจการใช้สินทรัพย์ได้มีประสิทธิภาพเพียงใด หรืออาจเป็นที่สินทรัพย์ใช้ประโยชน์ได้น้อยเนื่องจากเสื่อมคุณภาพ            ถ้าอัตราส่วนนี้สูง  แสดงว่ากิจการใช้สินทรัพย์แล้วก่อให้เกิดกำไรสูง            ถ้าอัตราส่วนนี้ต่ำ  แสดงว่ากิจการใช้สินทรัพย์แล้วก่อให้เกิดกำไรน้อย            อัตราผลตอบแทนจากการลงทุน  =  กำไรสุทธิหลังภาษี    ×  ยอดขาย                สินทรัพย์รว =  กำไรสุทธิหลังภาษี      สินทรัพย์รวม 

4.4     อัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (Return on Equity)หรือ ROEเป็นอัตราส่วนที่แสดงให้ผู้ถือหุ้นทราบว่าจะได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนมากน้อยเพียงใด   อัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น  = กำไรสุทธิหลังภาษี  × 100  =……%      ส่วนของถือหุ้น            ผลลัพธ์ที่ได้แสดงว่ากิจการนำส่วนของผู้ถือหุ้นมาลงทุนแล้วก่อให้เกิดกำไรมากน้อยเพียงใด            

 5.  อัตรากำไรสำหรับผู้ลงทุนในหุ้นสามัญ                 

 5.1  อัตรากำไรต่อหุ้น  (Earning  per  Share)อัตรากำไรต่อหุ้น  =  กำไรสุทธิ  -  เงินปันผลของหุ้นบุริมสิทธิ  =  .............บาท/หุ้นสามัญ  จำนวนหุ้นสามัญ     ผลลัพธ์บอกให้ทราบว่าการลงทุนในหุ้นสามัญ  1  หุ้น  ผู้ถือหุ้นจะได้กำไรกี่บาท   ถ้านำกำไรต่อหุ้นของกิจการมาเปรียบเทียบกับกำไรต่อหุ้นของกิจการในอดีตจะสามารถบอกถึงแนวโน้มการหากำไรของกิจการได้ว่า  มีความสามารถในการหากำไรต่อหุ้นดีขึ้นหรือเลวลงอย่างไรหรืออาจจะนำกำไรต่อหุ้นของกิจการมาเปรียบเทียบกับกำไรต่อหุ้นของกิจการในอุตสาหกรรมเดียวกันที่มีขนาดเท่ากันก็สามารถบอกได้ว่า ธุรกิจใดมีความสามารถในการหากำไรดีกว่ากัน               

5.2  อัตราส่วนราคาตลาดต่อกำไรต่อหุ้น  (Price – Earning  Ratio  or  P/E  Ratio)                                                          P/E Ratio           =          ราคาตลาดต่อหุ้นของหุ้นสามัญ                                                                               กำไรต่อหุ้น            ผลลัพธ์แสดงว่าเพื่อให้ได้กำไร  1  บาทต่อหุ้น  ผู้ลงทุนจะต้องลงทุนเท่าใด  หรือราคาตลาดเป็นกี่เท่าของกำไรต่อหุ้น            ถ้า  P/E  Ratio  สูง  แสดงว่านักลงทุนยินดีลงทุน ซื้อหุ้นในราคาตลาดสูงเมื่อเทียบกับกำไรต่อหุ้น  สะท้อนว่านักลงทุนมีความเชื่อมั่นในความสามารถในการทำกำไรในอนาคตของกิจการ

5.3     อัตราการจ่ายเงินปันผล  (Dividend  Payout  Ratio)                                                                                                  อัตราการจ่ายเงินปันผล   =   เงินปันผลต่อหุ้น  × 100  =  ………..%    กำไรสุทธิต่อหุ้น            หรือ  =    เงินปันผล      กำไรสุทธิ            ผลลัพธ์บอกให้ทราบว่า  ธุรกิจมีนโยบายจ่ายเงินปันผลคิดเป็นร้อยละเท่าไรของกำไรสุทธิ  และเก็บเป็นกำไรสะสมจำนวนเท่าใด                   5.4  อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล  (Dividend  Yield)            อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล   =    เงินปันผลต่อหุ้น × 100   = ………%                                                                       ราคาตลาดต่อหุ้น            อัตราส่วนนี้แสดงถึงร้อยละของเงินปันผลที่ผู้ถือหุ้นจะได้รับเมื่อลงทุนซื้อหุ้นสามัญ    ราคาตลาดขณะนั้น             2.  การวิเคราะห์งบการเงินโดยวิธีแนวนอน   (Horizontal Analysis)                    การวิเคราะห์วิธีนี้เป็นการเปรียบเทียบเพื่อหาการเปลี่ยนแปลงของรายการในงบการเงินแต่ละรายการ   การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะแสดงในรูปของจำนวนเงิน และอัตราร้อยละ  วัตถุประสงค์ในการวิเคราะห์เพื่อการศึกษาการเปลี่ยนแปลงของรายการในงบการเงินทุกรายการ      ผลที่ได้รับจะนำไปหาสาเหตุที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกับฐานะการเงินและผลการดำเนินงานของธุรกิจ  3. การวิเคราะห์งบการเงินโดยวิธีแนวตั้ง (Vertical Analysis) หรือ Common Size  Statement              เป็นการวิเคราะห์งบการเงิน  โดยย่อส่วนตัวเลขรายการในงบการเงินแต่ละรายการให้เป็นค่าร้อยละ  เรียกว่า  Common Size  Statement  การวิเคราะห์รายการในงบดุล     ให้คิดเป็นร้อยละของสินทรัพย์รวม    หรือร้อยละของหนี้สินและส่วนของผู้ถือหุ้น  ส่วนการวิเคราะห์รายการในงบกำไรขาดทุน          ให้คิดเป็นร้อยละของยอดขายสุทธิ  การวิเคราะห์วิธีนี้ถ้านำงบการเงินมาวิเคราะห์เพียงปีเดียวก็จะทราบเพียงโครงสร้างของงบการเงินเฉพาะปีนั้น  ถ้าวิเคราะห์โดยการเปรียบเทียบงบการเงินตั้ง  2  ปีขึ้นไป  ก็จะทราบการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างงบการเงินของบริษัทในช่วงระยะเวลานั้นๆ และถ้าเปรียบเทียบกับงบการเงินของบริษัทคู่แข่งก็จะทราบถึงความแตกต่าง  ด้านการลงทุน  การจัดหาเงินทุน  และความสามารถในการทำกำไร 4. การวิเคราะห์แนวโน้ม            การวิเคราะห์วิธีแนวโน้มจะเป็นการวิเคราะห์งบการเงินตั้งแต่  3  ปีขึ้นไปเพื่อให้เห็นอัตราการเติบโตของธุรกิจนำไปสู่การวางแผนและตัดสินใจระยะยาว  การวิเคราะห์วิธีแนมโน้มจะกำหนดให้ปีใดปีหนึ่งเป็นปีฐาน   โดยทั่วไปนิยมให้ปีแรกของการวิเคราะห์เป็นปีฐานและให้มีค่าเท่ากับ  100 % ตัวเลขที่ได้เป็นอัตราร้อยละ  เพื่อชี้ให้เห็นว่ารายการใดในงบมีแนวโน้มสูงขึ้น รายการใดคงที่และรายการใดมีแนวโน้มลดลง     5. งบกระแสเงินสด  (Cash  Flow Statement)                เงินสดเป็นสินทรัพย์หมุนเวียนที่มีความสำคัญมากในธุรกิจ  ถ้าผู้บริหารมีความสามารถในการจัดการเงินสดจะทำให้ธุรกิจเจริญก้าวหน้า     แต่ถ้าผู้บริหารจัดการ เงินสดไม่มีประสิทธิภาพจะทำให้ธุรกิจหยุดชะงัก  และอาจก่อให้เกิดความเสียหายถึงขั้นล้มละลายได้  ผู้วิเคราะห์งบการเงินจึงให้ความสนใจเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของรายการเงินสด  เพื่อจะได้ทราบถึงสาเหตุที่จะทำให้เงินสดเปลี่ยนแปลง  ผู้บริหารทางการเงินจึงได้จัดทำรายการการเงินที่แสดงแหล่งที่มาและแหล่งใช้ไปของ  เงินสด  โดยเรียกรายการนั้นว่างบกระแสเงินสด (Cash  Flow  Statement)  ซึ่งจะเป็นประโยชน์สำหรับผู้บริหารที่จะใช้ประเมินผลการดำเนินงานตลอดจนประเมินความสามารถของธุรกิจในการจ่ายเงินปันผล  ดอกเบี้ย  และเงินกู้  ในอดีตธุรกิจจะจัดทำงบกระแสเงินสดแสดงการเปลี่ยนแปลงฐานะทางการเงิน  3  รูปแบบ  ซึ่งแต่ละบริษัทมักเลือกใช้รูปแบบไม่เหมือนกัน  ทำให้ไม่สามารถเปรียบเทียบกันได้  สมาคมนักบัญชีและผู้สอบบัญชีรับอนุญาตแห่งประเทศไทยจึงได้กำหนดมาตรฐานการบัญชี  ฉบับที่  25  ให้จัดทำงบกระแสเงินสด  เพียงรูปแบบเดียวให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน  และให้ความหมายของงบกระแสเงินสดดังนี้ งบกระแสเงินสด      คือรายงานการเงินที่แสดงแหล่งที่มาและแหล่งใช้ไปของเงินสดในระหว่างงวดบัญชีที่กำลังพิจารณา     แสดงให้ทราบว่าธุรกิจได้เงินสดมาจากแหล่งใดและใช้เงินสดอย่างไร  ผลต่างของเงินสดที่ได้มาทั้งหมดกับเงินสดที่ใช้ไปทั้งหมดตลอดงวดจะต้องเท่ากับเงินสดที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงในงวดบัญชีนั้น ประโยชน์ของงบกระแสเงินสด            1.  ทำให้ทราบแหล่งที่มาและแหล่งใช้ไปของเงินสด     เช่น   งบกระแสเงินสดจะแสดงให้ทราบว่าบริษัทได้เงินมาจากส่วนของผู้ถือหุ้นหรือจากการกู้ยืม  และบริษัทนำเงินที่ได้มาไปลงทุนในสินทรัพย์หมุนเวียนหรือสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนมากน้อยเท่าไร            2.  การจัดทำงบแสดงการเปลี่ยนแปลงฐานะทางการเงินในรูปแบบที่แตกต่างกัน  ทำให้ยากต่อการเปรียบเทียบ    ดังนั้นการใช้งบกระแสเงินสดตามมาตรฐานการบัญชี  ฉบับที่  25  จะทำให้สามารถเปรียบเทียบงบแต่ละบริษัทได้ง่ายและทำให้ชัดเจนยิ่งขึ้น            3.  สามารถนำข้อมูลของงบกระแสเงินสดในอดีตมาใช้ในการวางแผนทางการเงินในอนาคต            4.  ทำให้ทราบสภาพคล่องของบริษัท            การทำธุรกิจโดยปกติ  การเปลี่ยนแปลงของเงินสดแบ่งเป็น  2  ประเภท  ได้แก่1.       กระแสเงินสดรับ (Cash  Inflows)กระแสเงินสดรับทำให้เงินสดเพิ่มขึ้น  ซึ่งมีสาเหตุ  4  ประการ  ดังนี้1.1     จากการดำเนินงาน  ในการดำเนินธุรกิจ   ธุรกิจจะได้รับเงินมาจากการขายสินค้าและบริการ1.2     จากการขายสินทรัพย์  เมื่อมีการขายสินทรัพย์  เงินสดจะเพิ่มขึ้นและสินทรัพย์จะลดลง1.3     จากการกู้ยืม  การกู้ยืมทำให้เงินสดเพิ่มขึ้นและหนี้สินเพิ่มขึ้น1.4     จากส่วนของผู้ถือหุ้น  เมื่อนำหุ้นทุนออกมาขายจะทำให้ได้รับเงินสดและส่วนของผู้ถือหุ้นก็เพิ่มขึ้น 2.       กระแสเงินสดจ่าย (Cash  Outflows)กระแสเงินสดจ่ายทำให้เงินสดลดลง  ซึ่งมีสาเหตุ  5  ประการ  ดังนี้2.1     จากการดำเนินงาน  ในการดำเนินธุรกิจ  ธุรกิจจ่ายเงินสดเพื่อซื้อสินค้าและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ2.2     ซื้อสินทรัพย์  การซื้อสินทรัพย์ทำให้เงินสดลง  และสินทรัพย์เพิ่มขึ้น2.3     ชำระหนี้  การจ่ายเงินสดชำระหนี้  ทำให้หนี้สินลดลงและเงินสดลดลง2.4   จากส่วนของผู้ถือหุ้น        ธุรกิจต้องการลดจำนวนหุ้นสามัญให้น้อยลงจึงใช้วิธีซื้อหุ้นกลับคืนมีผลกำไรทำให้ส่วนของผู้ถือหุ้นลดลงและเงินสดลดลง2.5     การจ่ายเงินปันผล  ทำให้เงินสดลดลงกระแสเงินสดรับและจ่ายจะจำแนกตามประเภทของกิจกรรมในงบกระแสเงินสดตามมาตรฐานการบัญชี  ฉบับที่  25  ได้ดังนี้1.       กิจกรรมดำเนินงาน2.       กิจกรรมลงทุน3.       กิจกรรมจัดหาเงิน 1.       กระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงาน (Operating  Activities)กิจกรรมดำเนินงาน    หมายถึง      กิจกรรมหลักที่ก่อให้เกิดรายได้ของกิจการ  และกิจการอื่นที่มิใช่กิจกรรมลงทุนหรือกิจกรรมจัดหาเงิน  หรือเป็นกิจกรรมการดำเนินงานโดยปกติของกิจการ  โดยจะเกี่ยวข้องกับการขายสินค้าและการให้บริการ  รวมถึงรายการค้าทุกรายการที่เกิดขึ้นในการดำเนินงานที่มีผลกระทบต่อกำไรสุทธิของกิจการ            กระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงาน  สามารถาจัดทำได้   2  วิธี  คือ1.  วิธีทางตรง (Direct Method)   แสดงกระแสเงินสดรับและเงินสดจ่ายตามลักษณะหน้าที่หลักที่เกิดขึ้นของทั้ง  3  กิจกรรม  คือ  กิจกรรมการดำเนินงาน  กิจกรรมการลงทุนและกิจกรรมการจัดหาเงิน ซึ่งทราบได้จากการบันทึกรายการบัญชีของหน่วยงานหรือการเปลี่ยนแปลงรายการ       ในงบแสดงผลการดำเนินงานทางการเงินด้วยผลกระทบที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงรายการใน    งบแสดงฐานะการเงิน 2.  วิธีทางอ้อม  (Indirect Method)  แสดงด้วยการตั้งยอดรายได้สูง (ต่ำ) กว่าค่าใช้จ่ายจากกิจกรรมตามปกติ  ปรับด้วย  ผลกระทบของรายการที่ไม่เกี่ยวกับเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดและรายการค้างรับ   ค้างจ่ายของเงินสดรับและเงินสดจ่ายในอดีตหรือในอนาคตจะได้กระแสเงินสดจาก   กิจกรรมการดำเนินงาน  ส่วนรายการรับ - จ่ายเงินสดจากกิจกรรมการลงทุนหรือกิจกรรมการจัดหาเงินแสดงเช่นเดียวกับวิธีทางตรงรายการที่จะนำมาปรับปรุงกำไรสุทธิให้เป็นกำไรสุทธิตามเกณฑ์เงินสดในการจัดทำกระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงานมีดังนี้1.  ค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้จ่ายเป็นเงินสด  เช่น    ค่าเสื่อมราคา      การตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญ  ภาษีรอการตัดบัญชี  การตัดมูลค่าสูญสิ้น  การตัดบัญชีค่าความนิยมและสินทรัพย์ไม่มีตัวตน2.  การตัดบัญชีส่วนต่ำมูลค่าหุ้นกู้  และส่วนเกินมูลค่าหุ้นกู้3.  การเปลี่ยนแปลงในสินทรัพย์หมุนเวียนที่มีผลกระทบต่อรายได้หรือค่าใช้จ่ายในระหว่างรอบระยะเวลาบัญชี  เช่น  ลูกหนี้การค้า  สินค้าคงเหลือ  เป็นต้น4.  การเปลี่ยนแปลงในบัญชีหนี้สินหมุนเวียนที่มีผลกระทบต่อรายได้หรือ   ค่าใช้จ่ายในระหว่างรอบระยะเวลาบัญชี     เช่น     เจ้าหนี้การค้า  ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย  เป็นต้น5. รายการอื่น  ซึ่งกระทบกับเงินสดอันเกิดจากกระแสเงินสดจากกิจกรรมลงทุนหรือกิจกรรมจัดหาเงิน    เช่น    กำไรหรือขาดทุนจากการจำหน่ายสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนและกำไรหรือขาดทุนจากกการไถ่ถอนหุ้นกู้กระแสเงินสดรับจากกิจกรรมดำเนินงาน  ได้แก่-          เงินสดรับจากการขายสินค้าหรือให้บริการ-          รับชำระหนี้จากลูกหนี้การค้า-          เงินสดรับอื่น ๆ    เช่น  รายได้ค่าเช่า  รายได้ค่าธรรมเนียม  ดอกเบี้ยรับ  และรายได้ค่านายหน้า  เป็นต้น                   กระแสเงินสดจ่ายจากกิจกรรมดำเนินงาน  ได้แก่-          ซื้อวัตถุดิบหรือซื้อสินค้า-          จ่ายให้เจ้าหนี้ค่าซื้อสินค้าหรือวัตถุดิบ-          จ่ายเงินเดือนพนักงาน-          ดอกเบี้ยจ่าย  และค่าภาษีต่าง ๆ 2.  กระแสเงินสดจากกิจกรรมลงทุน  (Investing  Activities)                   กิจกรรมลงทุน      หมายถึง        การซื้อและจำหน่ายสินทรัพย์ระยะยาวและเงินลงทุนอื่น  ซึ่งไม่รวมอยู่ในรายการเทียบเท่าเงินสด  หรือเป็นกิจกรรมเกี่ยวกับการลงทุนที่เกิดจากการซื้อหรือการขายสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนและสินทรัพย์อื่น      และการลงทุนในหุ้นของบริษัทอื่น             กระแสเงินสดรับจากกิจกรรมลงทุน  ได้แก่-  เงินสดที่ได้รับจากการขายเงินลงทุนระยะสั้น,  เงินลงทุนระยะยาว,  ที่ดิน,  อาคารและอุปกรณ์,   สินทรัพย์ไม่มีตัวตน  และสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนอื่น ๆ            กระแสเงินสดจ่ายจากกิจกรรมลงทุน  ได้แก่            -  เงินสดจ่ายซื้อที่ดิน  อาคารและอุปกรณ์  สินทรัพย์ไม่มีตัวตน    และสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนอื่น ๆ            -  ซื้อหลักทรัพย์ของกิจการอื่น   เช่น     เงินลงทุนระยะสั้น      เงินลงทุนระยะยาว  และหุ้นของบริษัทอื่น       3. กระแสเงินสดจากกิจกรรมจัดหาเงิน  (Financing  Activities)กิจกรรมจัดหาเงิน  หมายถึง   กิจกรรมที่มีผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในขนาดและองค์ประกอบของส่วนของผู้ถือหุ้นและหนี้สินของกิจการ    หรือเป็นกิจกรรมการจัดหาเงินที่เกี่ยวข้องกับส่วนของผู้ถือหุ้น  หนี้สินระยะยาวและหนี้สินระยะสั้นบางรายการการกู้ยืมเงินและการชำระคืนเงินกู้ยืมรวมทั้งการได้รับและชำระคืนแหล่งเงินทุนอื่นเนื่องจากหนี้สินระยะยาว            กระแสเงินสดรับจากกิจกรรมจัดหาเงิน  ได้แก่            -  การออกหุ้นทุน  เช่น  ออกหุ้นสามัญ            -  การออกหุ้นกู้  ตั๋วเงินจ่าย   การกู้ยืมระยะสั้นและระยะยาว            กระแสเงินสดจ่ายจากกิจกรรมจัดหาเงิน  ได้แก่            -  จ่ายซื้อหุ้นทุนกลับคืน            -  จ่ายชำระเงินกู้ยืม            -  จ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้น            การจัดทำงบกระแสเงินสด       สามารถทำได้  2   วิธี  คือ   วิธีทางตรง (Direct  Method)  และวิธีทางอ้อม  (Indirect  Method)  ซึ่งกิจการส่วนใหญ่นิยมจัดทำงบกระแสเงินสดวิธีทางอ้อมเพราะเป็นวิธีสะดวกและรวดเร็ว              แหล่งที่มาของข้อมูลในการจัดทำงบกระแสเงินสด            1. งบดุลเปรียบเทียบ            2. งบกำไรขาดทุนปีปัจจุบัน            3. ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับรายการที่เกิดขึ้นในระหว่างปี ขั้นตอนการจัดทำงบกระแสเงินสด                1. เตรียมข้อมูลและวิเคราะห์1.1 งบดุลเปรียบเทียบ              นำรายการต่างๆ    ในงบดุลมาเปรียบเทียบเพื่อให้ทราบการเปลี่ยนแปลงในสินทรัพย์  หนี้สิน    และส่วนของผู้ถือหุ้น  วิเคราะห์ถึงสาเหตุของเปลี่ยนแปลง และผลกระทบต่อกระแสเงินสด  ดังตารางตัวอย่าง1.2 งบกำไรขาดทุนปีปัจจุบัน                ข้อมูลจากงบกำไรขาดทุน  ทำให้ทราบรายการต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากการดำเนินงานตามปกติของกิจการ  เช่น  การขายสินค้า  การซื้อสินค้า  การจ่ายค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร  เป็นต้น  ทำให้ทราบกระแสเงินสดรับและกระแสเงินสดจ่ายจากกิจกรรมเนินงาน  สำหรับการจัดทำงบกระแสเงินสดวิธีทางอ้อม  วิธีนี้นำสินทรัพย์หมุนเวียนและหนี้สินหมุนเวียนที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานตามปกติของกิจการ  และรายได้หรือค่าใช้จ่ายบางรายการที่ไม่เกี่ยวกับเงินสดไปปรับปรุงกำไรสุทธิเปลี่ยนจากเกณฑ์คงค้างเป็นเกณฑ์เงินสด  สรุปได้ว่าดังตารางแสดงการปรับรายการกำไรสุทธิให้เป็นเกณฑ์เงินสด1.3 ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับรายการที่เกิดขึ้นในระหว่างปี1.3.1 กำไรสะสมที่เพิ่มขึ้น  เป็นผลมาจากกำไรสุทธิหักด้วยเงินปันผลจ่าย  ในงบกระแสเงินสดจะใช้กำไรสะสมในการหาเงินปันผลจ่าย  ซึ่งเงินปันผลจ่ายอยู่ในกิจกรรมจัดหาเงินกำไรสะสมปลายปี      =  กำไรสะสมต้นปี + กำไรสุทธิ - เงินปันผลจ่ายเงินปันผลจ่าย              =  กำไรสะสมต้นปี + กำไรสุทธิ - กำไรสะสมปลายปีเงินปันผลจ่าย           =  กำไรสุทธิ - ผลต่างของกำไรสะสม                                                     1.3.2  การเปลี่ยนแปลงของสินทรัพย์ถาวรค่าเสื่อมราคาสะสมที่เพิ่มขึ้น  เป็นผลมาจากการคิดค่าเสื่อมราคาประจำปีDr ค่าเสื่อมราคา                                       อยู่ในงบกำไรขาดทุนCr ค่าเสื่อมราคาสะสม                                           อยู่ในงบดุล            หากไม่มีรายการอื่นมาเกี่ยวข้อง  จำนวนค่าเสื่อมราคาสะสมที่เพิ่มขึ้นจะต้องเท่ากับค่าเสื่อมราคาประจำปีที่ปรากฏอยู่ในงบกำไรขาดทุนพอดี            แต่ถ้ากรณีผลต่างของค่าเสื่อมราคาสะสมในงบดุล  ไม่เท่ากับค่าเสื่อมราคาในงบกำไรขาดทุนแสดงว่าอาจมีการซื้อหรือขายสินทรัพย์ถาวรในงวดบัญชีนี้  ดังนั้นจึงต้องหาการเปลี่ยนแปลงของสินทรัพย์ถาวรใหม่  ใช้สูตรต่อไปนี้                        สินทรัพย์ถาวรสุทธิปลายงวด                                   XX                 บวก  ค่าเสื่อมราคา                                          XX                                                                                    XX                 หัก   สินทรัพย์ถาวรต้นงวด                                XX                         การเปลี่ยนแปลงของสินทรัพย์ถาวร              XX            ถ้าผลลัพธ์ที่ได้เป็นบวกแสดงว่ามีการซื้อสินทรัพย์ถาวร  จึงเป็นเงินสดจ่าย  ถ้าผลลัพธ์ที่ได้ติดลบ  แสดงว่าขายสินทรัพย์ถาวรจึงเป็นเงินสดรับ            2. จำแนกรายการเข้ากิจกรรมหลัก 3 กิจกรรมในงบกระแสเงินสด            แนวทางเบื้องต้นในการพิจารณาจัดสินทรัพย์  หนี้สิน  และส่วนของผู้ถือหุ้นเข้ากิจกรรม  สรุปได้ดังนี้ กิจกรรมดำเนินงาน            - สินทรัพย์หมุนเวียน (ยกเว้น เงินสดและเงินลงทุน                                                       ระยะสั้น)กิจกรรมลงทุน                  - หนี้สินหมุนเวียน (ยกเว้น ตั๋วเงินจ่ายและเงินกู้                                      ระยะสั้น)กิจกรรมลงทุน                  - เงินลงทุนระยะสั้น                                                                  - เงินลงทุนระยะยาว                                    - ที่ดิน  อาคาร  และอุปกรณ์                                     - สินทรัพย์ไม่หมุนเวียนอื่นกิจกรรมจัดหาเงิน              - หนี้สิน ได้แก่ ตั๋วเงินจ่าย เงินกู้ระยะสั้น เงินกู้                                      ระยะยาวและหุ้นกู้ เป็นต้น                                                - ส่วนของผู้ถือหุ้น                                     - เงินปันผลจ่าย    

edit @ 9 Sep 2008 19:58:19 by mis48-bf

edit @ 9 Sep 2008 20:18:17 by mis48-bf

Comment

smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry ???????????????   ??????????????????
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry ???????????????

Tweet

#1 By (222.123.49.184) on 2009-06-15 19:57

confused smile sad smile open-mounthed smile question

#2 By (203.154.61.5) on 2009-07-23 08:29

sad smile

#3 By (202.29.60.222) on 2010-07-17 11:17

big smile

#4 By (58.147.74.5) on 2010-08-04 14:54

ยาวเฟื้อยเลย ขออนุญาติเก็บไว้ศึกษาก่อนละกันครับ

#5 By ค้าขาย (117.47.231.131) on 2010-10-07 20:04

#6 By (117.47.1.104) on 2010-10-14 15:05

อยากได้ตัวอย่างซัก 3 ข้อ

#7 By ศึกษา (171.4.195.126) on 2012-03-24 11:23