บทที่ 7 : งบจ่ายลงทุน

posted on 19 Sep 2008 07:31 by mis48-bf

ผู้จัดทำ นายนรินทร์  คุ้มวงษ์ ; นางสาวสุพรรณิการ์  ต.วิเชียร ; นางสาวเจนจิรา  สำเร็จ

 

งบจ่ายลงทุน (Capital Budgeting) 

            บทบาทและหน้าที่ของผู้บริหารการเงินประการหนึ่งคือการบริหารสินทรัพย์ถาวรหรือ

การจัดสรรเงินทุนที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด การจัดสรรเงินลงทุนในสินทรัพย์

หมุนเวียนได้ศึกษาในเรื่องของการบริหารเงินทุนหมุนเวียนล้ว แต่การจัดสรรเงินลงทุนใน

สินทรัพย์ถาวรให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดจะต้องทำงบจ่ายลงทุน  ความสำคัญของงบจ่ายลงทุน

 

            งบจ่ายลงทุนเป็นการวางแผนทางการเงินระยะยาว การจัดทำงบจึงต้องจัดทำในรูปของ

โครงการ เพราะโครงการจะมีข้อมูลที่สามารถใช้ในการตัดสินใจอย่างครบถ้วน เช่น ข้อมูลด้าน

การเงิน ข้อมูลด้านการตลาด ข้อมูลด้านการผลิตและอื่น ๆ เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดในการ

ตัดสินใจลงทุน  โครงการลงทุนที่จัดทำขึ้นจำเป็นอย่างยิ่งจะต้องผ่านการวิเคราะห์โครงการลงทุน

(Project Investment Analysis) และอื่นๆ   การตัดสินใจจ่ายลงทุน

 

            ในการดำเนินงานของกิจการจะต้องมีการตัดสินใจเกี่ยวกับการลงทุนในด้านต่าง ๆ

เช่นการซื้อเครื่องจักรใหม่ที่ทันสมัยขึ้น การสร้างโรงงานใหม่ การส่งเสริมการตลาด การวิจัย

พัฒนาผลิตภัณฑ์ การจัดวางระบบน้ำเสียของโรงงาน การวางระบบเครือข่ายทางคอมพิวเตอร์

 ฯลฯ ซึ่งโครงการเหล่านี้จำเป็นต้องใช้เงินลงทุนเป็นจำนวนมากซึ่งกิจการมีเงินลงทุนที่จำกัดและ

ผลตอบแทนที่จะได้รับในอนาคตนั้นไม่แน่นอน ดังนั้น ผู้บริหารจะต้องทำการตัดสินใจการลงทุน

เพื่อให้กิจการได้ทราบถึงผลประโยชน์จากการลงทุน ระยะเวลาที่ได้รับผลตอบแทนและแผน

การใช้จ่ายเงินในการดำเนินงานในอนาคต การวิเคราะห์การลงทุนมีความสำคัญต่อกิจการ

เป็นอย่างมากเพราะมีผลกระทบต่อการเจริญก้าวหน้าในอนาคต เป็นสิ่งที่กำหนดความเสี่ยง

ทางธุรกิจ ชี้ให้เห็นถึงความสำเร็จ ความสามารถในการบริหารงาน ดังนั้น  จำเป็นต้องอาศัย

เทคนิคและเครื่องมือทางการเงินรวมทั้งความร่วมมือกับฝ่ายต่าง ๆ เพื่อช่วยในการตัดสินใจ

ที่กระทำด้วยความระมัดระวัง รอบคอบ บนรากฐานของการใช้ข้อมูลที่สมบูรณ์และเชื่อถือได้

เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดและมีความเสี่ยงน้อยที่สุด  เหตุผลของการจัดทำงบจ่ายลงทุนในรูปของโครงการ มี 3 ประการ ดังนี้

 

1.  โครงการส่วนใหญ่ใช้เงินลงทุนสูง

 

2.  ระยะเวลาการลงทุนนาน

 

3.  ผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศ 

 

 

กระบวนการจัดทำงบจ่ายลงทุน

 

การจัดทำงบจ่ายลงทุนมี 4 ขั้นตอนดังนี้

 

1.การพิจารณาประเภทโครงการลงทุน

 

2.การประมาณการกระแสเงินสดรับ (จ่าย) สุทธิรายปี

 

     2.1 โครงการลงทุนเพื่อทดแทนสินทรัพย์เก่า การลงทุนเพื่อทดแทนสินทรัพย์เก่า

จะเป็นการเปลี่ยนสินทรัพย์เก่าออกไป โดยสินทรัพย์เก่าสามารถขายได้ การคำนวณหา

กระแสเงินสดรับสุทธิรายปีหลังภาษีและเงินสดจ่ายลงทุนสุทธิเมื่อเริ่มโครงการที่เรียกว่า

เงินจ่ายลงทุนสุทธิ (ณ ปีที่ 0) มีวิธีการ ดังนี้  

 

(1) เงินสดจ่ายลงทุนสุทธิ (C0)         

 

มูลค่าตามราคาทุนของสินทรัพย์ใหม่

 

หัก  เงินสดรับสุทธิจากการจำหน่ายสินทรัพย์เก่า  - มูลค่าตามราคาทุนของสินทรัพย์ใหม่ 

 

ราคาตามใบกำกับสินค้า

 

บวก  ค่าขนส่ง

 

       ค่าติดตั้ง

 

       ค่าใช้จ่ายอื่นจนกระทั่งสินทรัพย์นั้นสามารถใช้งานได้

 

- เงินสดรับสุทธิจากการจำหน่ายสินทรัพย์เก่า

 

ราคาขายสินทรัพย์เก่า

 

หัก   ภาษีเงินได้ที่ประหยัดได้กรณีขาดทุนจากการขาย

( หรือ หัก ภาษีจ่ายกรณีขายสินทรัพย์และมีกำไรจากการขาย)   

 

การคำนวณเงินสดจ่ายลงทุนสุทธิ            

 

          มูลค่าตามราคาทุนของสินทรัพย์ใหม่

 

                       ราคาทุนตามใบกำกับสินค้า                           xx

                       

                        ค่าติดตั้ง และอื่นๆ                                      xx

                       

                        รวม                                                                 xxx

         

                 รายได้สุทธิจากการจำหน่ายสินทรัพย์เก่า

                

                         มูลค่าตามบัญชีของสินทรัพย์เก่า                  xxx

           

                   หัก  ราคาขายสินทรัพย์เก่า                               (xx)                    

                  

                          กำไร (ขาดทุน)                                         xx

           

                  (หัก ภาษีจ่าย ) บวก ภาษีที่ประหยัดได้                  xx

           

                  บวก  ราคาขายสินทรัพย์เก่า                                xx

                  

                          รายได้สุทธิจากการจำหน่ายสินทรัพย์เก่า                          xxx

                    

                          เงินสดจ่ายลงทุนสุทธิ                                                   xxx    

 

(2) การคำนวณกระแสเงินสดรับ (จ่าย) สุทธิรายปี (Net Cash Flow)     

 

    รายจ่ายที่ประหยัดได้                                                                  xx

 

    หัก  ค่าเสื่อมราคาส่วนเพิ่ม                                       

 

                  ค่าเสื่อมราคาเครื่องจักรใหม่                   xx

 

                              ค่าเสื่อมราคาเครื่องจักรเก่า        xx                     xxx

 

                  กำไรก่อนภาษี                                                            xxx

 

     หัก  ภาษีเงินได้กำไรสุทธิหลังภาษี                                           xxx

 

บวก ค่าเสื่อมราคา ส่วนเพิ่ม                                                              xx

 

                  กระแสเงินสดรับ (จ่าย) สุทธิรายปี                                   xxx     

2.2โครงการลงทุนในผลิตภัณฑ์ชนิดใหม่

 

การลงทุนในผลิตภัณฑ์ชนิดใหม่จะต้องลงทุนเครื่องมือ อุปกรณ์ใหม่ทั้งหมด

วิธีการคำนวณเงินสดจ่ายลงทุนสุทธิและกระแสเงินสดรับ (จ่าย) สุทธิรายปีกระทำ

ได้ดังต่อไปนี้

 

เงินสดจ่ายลงทุนสุทธิ  คือ มูลค่าทุนของเครื่องมือ อุปกรณ์ใหม่

 

กระแสเงินสดรับ (จ่าย) สุทธิรายปี  คือ

 

            รายรับ(ยอดขาย) ของผลิตภัณฑ์ชนิดใหม่                               xx

 

            หัก  ค่าใช้จ่ายในการบริหารและดำเนินงาน                              xx

 

      ค่าเสื่อมราคาประจำงวดเครื่องมือ อุปกรณ์ใหม่                  xx

 

      ภาษีเงินได้                                                                xx

           

            บวก ค่าเสื่อมราคาประจำงวดเครื่องมือ อุปกรณ์ใหม่                 xx     

 2.3 โครงการลงทุนเพื่อเพิ่มผลิตภัณฑ์ชนิดเก่า  3.การประเมินโครงการทุน 

 

 

ขั้นตอนในการจัดทำการตัดสินใจจ่ายลงทุน

 

                ในการจัดทำการตัดสินใจจ่ายลงทุน มีขั้นตอนดังต่อไปนี้

 

            1. กำหนดโครงการลงทุนต่าง ๆ โดยศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการที่สามารถ

ลงทุนได้ และอยู่ในวงเงินทุนที่มีอยู่เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด

 

            2. ประเมินค่าโครงการลงทุนรวมทั้งเปรียบเทียบผลตอบแทนที่จะได้รับหรือ

ารประหยัดต้นทุนกับเงินลงทุนที่ต้องจ่ายจากโครงการต่าง ๆ โดยเลือกโครงการที่ให้

ผลตอบแทนสูงสุด

 

            3. จัดทำงบประมาณการลงทุนแสดงเกี่ยวกับสินทรัพย์ที่ต้องการ จำนวนเงินลงทุน

 

            4. ดำเนินงานตามโครงการที่เลือก

 

            5. การติดตามผลโครงการ เมื่อนำโครงการลงทุนไปปฏิบัติแล้วก็ต้องมีการตรวจสอบ

การดำเนินงานตามโครงการและมีการติดตามผลเพื่อที่จะสามารถปรับปรุงแก้ไขได้ทันเวลา 

 

 

ปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจจ่ายลงทุน

 

            ในการประเมินโครงการลงทุนแต่ละโครงการ ต้องพิจารณาถึงปัจจัยที่มีความสำคัญ

ต่อการตัดสินใจประกอบด้วย

 

1.       ระยะเวลาในการลงทุน

 

2.       เงินมีค่าตามเวลา

 

การตัดสินใจลงทุนในโครงการต่าง ๆ ซึ่งมีระยะเวลาเกิน 1 ปี ในการดำเนินงานกิจการ

มีจำนวนเงินลงทุนสุทธิต้องจ่ายลงทุนในปัจจุบันกับผลตอบแทนที่จะไดรับจากการ

ลงทุนในช่วงระยะเวลาที่ต่างกัน จึงนำมาเปรียบเทียบกันไม่ได้ เพราะจำนวนเงินมี

ค่าไม่เท่ากันเนื่องจากเงินมีค่าตามเวลา ดังนั้นต้องมีการปรับค่าของเงินที่ได้รับใน

อนาคตให้เห็นค่าปัจจุบันเพื่อนำมาเปรียบเทียบกับเงินสดจ่ายลงทุนในปัจจุบัน

 

 

การคำนวณหามูลค่าปัจจุบัน (Present Value)

 

            การลงทุนสามารถพิจารณาได้สองทาง คือมูลค่าของเงินในอนาคตหรืมูลค่าปัจจุบัน

ในกรณีที่เราทราบมูลค่าของเงินในอนาคต เราก็สามารถจะคำนวณหามูลค่าปัจจุบัน

ได้โดยใช้สมการ

 

 P    =     Fn         1  

 (1+i) n        

 

 

หรือ 

 

                         

                       Fn

P    =                (1+i) n

  

 

            โดย      P          =   มูลค่าเงินปัจจุบัน

 

                        Fn         =   มูลค่าเงินที่ได้รับเมื่อสิ้นปีที่ n

 

                        i           =    อัตราดอกเบี้ย

 

                        n          =    จำนวนปี

 

         มูลค่าปัจจุบัน หมายถึง มูลค่าของเงินในอนาคตเทียบมาเป็นมูลค่าปัจจุบัน

โดยมูลค่าปัจจุบันของเงินในอนาคตจะมีค่าลดลงตามอัตราดอกเบี้ยที่ใช้ในการคำนวณ

โดยการคำนวณปัจจัยลดค่า (Discount Factor) ตามอัตราดอกเบี้ยหรือผลตอบแทน

ที่ต้องการ

 

3.       อายุของโครงการ

4.       ค่าเสื่อมราคา

5.       ภาษีเงินได้

6.อัตราผลตอบแทนที่ต้องการ

           1 ต้นทุนของเงินลงทุน

                        ในการลงทุนกิจการจะต้องกำหนดอัตราผลตอบแทนที่ต้องการของโครงการ

ว่าจะเป็นเท่าใด การกำหนดต้นทุนของเงินทุนของธุรกิจนั้น ๆ จะสูงหรือต่ำขึ้นอยู่กับ

โครงการสร้างเงินทุนโครงสร้างเงินทุนของเงินทุน ในการตัดสินใจลงทุนในโครงการใด

โครงการหนึ่งขึ้นอยู่กับการเปรียบเทียบระหว่างอัตราผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้รับ

กับต้นทุนของเงินทุนถ้าผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้รับเท่ากับหรือมากกว่าต้นทุนของ

เงินลงทุนจึงจะลงทุนในโครงการนั้นต้นทุนของเงินทุนด้วยวิธีถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก

(Weighted   Average) เนื่องจากต้นทุนของเงินทุนมาจากแหล่งต่าง ๆ ทั้งภายในและ

ภายนอกกิจการ แต่ละแหล่งมีต้นทุนของเงินทุนแตกต่างกัน

 

 

            ต้นทุนของการกู้ยืม หมายถึง อัตราส่วนลดที่จะทำให้กระแสเงินสดที่จ่ายเป็น

ดอกเบี้ยเท่ากับกระแสเงินสดที่ได้รับจากการลงทุน

 

ต้นทุนของการออกหุ้นบุริมสิทธิ หมายถึง อัตราเงินปันผลที่จ่ายให้แก่ผู้ถือหุ้น

 

ต้นทุนของการออกหุ้นสามัญ หมายถึง อัตราผลตอบแทนต่ำสุดที่ผู้ถือหุ้นสามัญ

ต้องการเพื่อรักษาระดับราคาตลาดของหุ้นสามัญ ไม่ให้เปลี่ยนแปลง

 

ต้นทุนของการใช้กำไรสะสม หมายถึง ต้นทุนค่าเสียโอกาส (Opportunity Cost) หรือ

อัตราผลตอบแทนต่ำสุดที่ผู้ถือหุ้นต้องการ  

 

ถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก = สัดส่วนของเงินลงทุนÍต้นทุนหลังภาษี

 

           

         ต้นทุนของเงินลงทุนคือ 14.65% ดังนั้นในการประเมินโครงการจะต้องกำหนด

 

อัตราผลตอบแทนของโครงการไม่ต่ำกว่า14.65%   

 

 

อัตราผลตอบแทนที่ต้องการ

 

เป็นอัตราผลตอบแทนที่กิจการคาดว่าจะได้รับจากการลงทุนในโครงการนั้น ๆ  

           

กิจการจะเลือกอัตราผลตอบแทนของโครงการสูงกว่าต้นทุนถัวเฉลี่ยของเงินลงทุนโดยการ

วิเคราะห์โครงการจ่ายลงทุนจะใช้กระแสเงินสดจ่ายลงทุนและกระแสเงินสดรับจากการ

ลงทุนมาเปรียบเทียบกัน  

 

กระแสเงินสดจ่ายลงทุน

 

                กระแสเงินสดจ่ายลงทุน หมายถึง กระแสเงินสดที่ต้องจ่ายเพื่อการลงทุน

ตามโครงการโดยการลงทุนแต่ละโครงการจะมีเงินสดจ่ายลงทุนแตกต่างกัน และจะต้องนำ

จำนวนเงินที่จะได้รับจากการขายสินทรัพย์เก่ามาหักออกจากเงินลงทุนในสินทรัพย์ใหม่

เพื่อหาเงินลงทุนสุทธิของโครงการเงินลงทุนของโครงการถือเป็นปัจจัยสำคัญในการประเมิน

โครงการลงทุน สามารถแยกได้เป็น

 

 

                1. เงินลงทุนเมื่อเริ่มโครงการ หมายถึงจำนวนเงินที่จ่ายเพื่อให้ได้สินทรัพย์

ไม่หมุนเวียน รวมทั้งเงินทุนหมุนเวียนที่ต้องมีใช้ไว้ในกิจการ

 

2.ค่าซ่อมแซมรักษาสินทรัพย์  หมายถึงเงินที่จ่ายไปเพื่อซ่อมแซมรักษาสินทรัพย์

ให้มีประสิทธิภาพเหมือนเดิม

 

3. ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น หมายถึงค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้น เช่น

เงินเดือน ค่าใช้จ่ายต่างๆ  ฯลฯ   กระแสเงินสดรับจากการลงทุน

 

กระแสเงินสดรับจากการลงทุนหมายถึงกระแสเงินสดรับหรือผลตอบแทน

ที่ได้รับจากการลงทุนตลอดอายุโครงการ โดยต้องประมาณกระแสเงินสดรับของ

โครงการ ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ใช้ในการประมาณโครงการ ซึ่งแบ่งเป็น

 

1. รายได้ที่ได้รับเพิ่มขึ้น การที่กิจการขยายกิจการหรือเครื่องจักรใหม่ที่มี

ประสิทธิภาพทำให้กิจการได้รับรายได้เพิ่มขึ้น

 

2. ต้นทุนที่ประหยัดได้ การที่กิจการนำเครื่องจักรใหม่มาแทนเครื่องจักรเก่า

ทำให้กิจการสามารถประหยัดต้นทุนได้ ซึ่งถือเป็นกระแสเงินสดข้าวของโครงการ

               

                3.มูลค่าซาก  หมายถึงจำนวนเงินที่คาดว่าจะได้รับจากการขายสินทรัพย์ไม่

            หมุนเวียนเมื่อสิ้นสุดโครงการ โดยนำไปบวกกระแสเงินสดเข้าปีสุดท้ายของโครงการ   

 

เครื่องมือที่ใช้ในการประเมินโครงการที่นิยมใช้ทั่ว ๆ ไป มี 4 ชนิด คือ

 

1.       ระยะเวลาคืนทุน ( Payback Period)

 

2.       มูลค่าปัจจุบันสุทธิ ( Net Present Value)

 

3.       ดัชนีการทำกำไร ( Profitability Index)

 

4.       อัตราผลตอบแทนภายใน ( Internal Rate of Return)   

 

การประเมินโครงการลงทุนโดยไม่พิจารณามูลค่าของเงินตามงวดเวลา

 

วิธีอัตราผลตอบแทนถัวเฉลี่ย

 

อัตราผลตอบแทนถัวเฉลี่ย(ARR) ไม่ได้ให้ความสำคัญกับกระแสเงินสด

แต่ใช้กำไรสุทธิทางการบัญชีถัวเฉลี่ย โดยใช้รายได้ที่เพิ่มขึ้นหักด้วยค่าใช้จ่าย

ที่เพิ่มขึ้น ถ้าเป็นโครงการเกี่ยวกับการลดต้นทุนจะใช้ต้นทุนที่ประหยัดได้หักด้วย

ค่าเสื่อมราคาเครื่องจักรใหม่โดยใช้สูตร

                                                 กำไรสุทธิถัวเฉลี่ยต่อปี

อัตราผลตอบแทนถัวเฉลี่ย =     เงินลงทุนสุทธิเฉลี่ย

 

          กำไรสุทธิถัวเฉลี่ยเป็นผลรวมของกำไรสุทธิหลังหักภาษีที่คาดว่าจะได้รับในแต่ละปี

ตลอดอายุโครงการหารด้วยอายุโครงการ 

 

 

 

กระแสเงินสด

 

การวิเคราะห์การตัดสินใจจ่ายลงทุนจะเน้นที่กระแสเงินสดไม่ใช่กำไรสุทธิทางบัญชี

ที่ปรากฎในงบกำไรขาดทุน เนื่องจากกำไรสุทธิทางบัญชีเป็นเกณฑ์คงค้าง

ไม่ได้ให้ความสำคัญกับเวลาของกระแสเงินสดเข้าหรือออกของกิจการ ในการวิเคราะห์

การตัดสินใจจ่ายลงทุนถือว่าเงิน 1 บาท ที่ได้รับในวันนี้จะมีค่ามากกว่า 1 บาท

ที่จะได้รับในวันข้างหน้า ดังกล่าวมาแล้วว่าตัวอย่างของกระแสเงินสดออก ได้แก่

ต้นทุนของเงินลงทุน ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้นค่าซ่อมแซมรักษาสินทรัพย์

เงินลงทุนในสินทรัพย์หมุนเวียน ภาษีที่ต้องจ่ายเพิ่มขึ้นเนื่องจากรายได้ที่จะ

เสียภาษีเพิ่มขึ้น ส่วนตัวอย่างของกระแสเงินสดเข้า ได้แก่รายได้ที่ได้รับเพิ่มขึ้น

ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานลดลง เงินสดรับจากการขายสินทรัพย์เก่า มูลค่าซาก

จากการขายสินทรัพย์เมื่อสิ้นสุดโครงการเป็นต้น 

 

 

วิธีระยะคืนทุน

 

1.  ระยะเวลาคืนทุน (Payback Period: PB)

 

            ระยะเวลาคืนทุน หมายถึง ระยะเวลาที่ทำให้ผลรวมของกระแสเงินสดรับสุทธิ

จากการดำเนินงานโครงการเท่ากับเงินสดจ่ายลงทุนสุทธิ 

 

 

การคำนวณระยะเวลาคืนทุนแบ่งเป็น 2 กรณี คือ

 

1.       กรณีกระแสเงินสดสุทธิเท่ากันทุกงวดตลอดอายุโครงการ

 

2.       กรณีกระแสเงินสดรับสุทธิแต่ละงวดไม่เท่ากัน

 

ระยะคืนทุน(PB) วิธีนี้เป็นการพิจารณาว่าเป็นการลงทุนใช้เวลานานเท่าใดที่

ผลตอบแทนจะสามารถคืนทุนได้ หรือระยะเวลาที่กระแสเงินสดรับจากการลงทุน

เท่ากับกระแสเงินสดจ่ายลงทุนสุทธิตอนเริ่มโครงการ โครงการใดที่มีระยะเวลา

คืนทุนเร็วจะเป็นโครงการที่มีความเสี่ยงน้อย วิธีนี้ไม่คำนึงถึงมูลค่าของเงินตามเวลา

 กระแสเงินสดที่ได้รับในแต่ละปีอาจเท่ากันหรือไม่เท่ากันก็ได้ แบ่งเป็น

 

กรณีที่ 1 กระแสเงินสดรับสุทธิจำนวนเท่ากันทุกปี การคำนวณใช้สูตร

 

 

เงินลงทุนเริ่มแรก

ระยะเวลาคืนทุน =    ผลตอบแทนจากการลงทุนต่อปี การจัดลำดับโครงการ

            การพิจารณาโครงการหลายโครงการ หลังจากคำนวณหาค่าระยะเวลาคืนทุน

ในแต่ละโครงการแล้วนั้น เงินลงทุนที่มีอยู่อย่างจำกัด จึงจำเป็นต้องนำผลที่คำนวณได้

มาจัดลำดับว่าโครงการใดควรดำเนินการก่อนหลัง โดยเรียงลำดับจากระยะเวลาคืนทุน

น้อยที่สุดไปหามากที่สุด 

 

 

 

การประเมินโครงการลงทุนโดยพิจารณามูลค่าของเงินตามงวดเวลา

 

วิธีมูลค่าปัจจุบันสุทธิ

 

                มูลค่าปัจจุบันสุทธิ (NPV) เป็นการประเมินโครงการที่คำนึงถึงค่าของเงินตาม

งวดเวลาเนื่องจากการลงทุนในระยะยาว จำนวนเงินลงทุนที่จ่ายไปกับผลตอบแทน

ที่จะได้รับจากการลงทุนที่เกิดขึ้นในระยะเวลาต่างกัน จึงต้องปรับมูลค่าของจำนวนเงินลงทุน

กับผลตอบแทนที่จะได้รับให้เป็นมูลค่าปัจจุบันของเงินสดที่คาดว่าจะได้รับในแต่ละปี

ในอนาคตตลอดอายุโครงการกับมูลค่าปัจจุบันของเงินสดจ่ายออกไปของโครงการ

ณ อัตราผลตอบแทนที่ต้องการ 

 

            ขั้นตอนการคำนวณหามูลค่าปัจจุบันสุทธิมีดังนี้

 

1.       การกำหนดอัตราดอกเบี้ยหรือผลตอบแทนที่ต้องการ

 

2.       ประมาณจำนวนเงินลงทุนเริ่มแรกของโครงการซึ่ง เป็นกระแสเงินสดจ่าย

 

3.       คำนวณหากระแสเงินสดรับไหลเข้าตลอดอายุโครงการ โดยการคำนวณหา

มูลค่าปัจจุบันของกระแสเงินสดไหลเข้า ณ อัตราผลตอบแทนที่ต้องการ

4.       นำเอามูลค่าปัจจุบันของกระแสเงินสดจ่ายหักจากมูลค่าปัจจุบันของ

      กระแสเงินสดรับ ผลลัพธ์คือมูลค่าปัจจุบันสุทธิ 

มูลค่าปัจจุบันสุทธิ = มูลค่าปัจจุบันของกระแสเงินสดเข้า- มูลค่าปัจจุบันของเงินลงทุนที่จ่าย                            

                                        NPV= PV- I

 

 

หลักเกณฑ์ที่ใช้ในการตัดสินใจ

 

1.    ถ้ามูลค่าปัจจุบันสุทธิ(NPV) ของโครงการมีค่าเป็นบวกหรือมากกว่าศูนย์

     ควรตัดสินใจยอมรับโครงการ แสดงว่าโครงการให้ผลตอบแทนสูงกว่

     อัตราผลตอบแทนขั้นต่ำ

 

2.    ถ้ามูลค่าปัจจุบันสุทธิ(NPV) ของโครงการมีค่าเป็นลบหรือน้อยกว่าหรือ

     เท่ากับศูนย์ ก็ควรปฏิเสธโครงการแสดงว่าโครงการให้ผลตอบแทนต่ำกว่า

     อัตราผลตอบแทนขั้นต่ำ

 

ถ้าต้องการเลือกเพียงโครงการเดียวควรเลือกลงทุนในโครงการที่มีมูลค่าปัจจุบันสุทธิ

เป็นบวกมากกว่า 

 

 

การคำนวณมูลค่าปัจจุบันสุทธิ

 

            การคำนวณมูลค่าปัจจุบันสุทธิ แบ่งเป็น 2 กรณี คือ

 

1.       กระแสเงินสดสุทธิรายปีเท่ากันตลอดอายุโครงการ

 

2.       กระแสเงินสดสุทธิรายปีไม่เท่ากัน 

 

 

1.       กรณีกระแสเงินสดสุทธิรายปีไม่เท่ากัน

 

กรณีนี้จะใช้สูตร                NPV                  =         

 

ใช้ตาราง                         NPV                  =                     

 

 

2.       กรณีกระแสเงินสดรับสุทธิรายปีเท่ากัน

 

R1 = R2 = …..R t = R

 

ใช้สูตร               NPV                  = 

 

ใช้ตาราง             NPV                  =   

 

 

เกณฑ์การตัดสินใจในการดำเนินโครงการ

 

           โครงการสามารถดำเนินการได้ (Project Acceptable) เมื่อ NPV มีค่าเป็นบวก

หรือ NPV  0 แสดงว่ามูลค่าปัจจุบันของกระแสเงินสดสุทธิตลอดอายุโครงการมากกว่า

หรือเท่ากับ เงินสดจ่ายลงทุนสุทธิ ณ ระดับอัตราลดที่เท่ากับ อัตราผลตอบแทนขั้นต่ำ

ที่ต้องการจากการลงทุน หรือกล่าวได้อีกอย่างหนึ่ง ว่า อัตราผลตอบแทนจากการลงทุน

ของโครงการมากกว่า หรือเท่ากับ อัตราผลตอบแทนขั้นต่ำที่ต้องการจากการลงทุน 

 

 

วิธีอัตราผลตอบแทนจากการลงทุน

 

อัตราผลตอบแทนจากการลงทุน(IRR)  เป็นการหาอัตราผลตอบแทนที่แท้จริง

ของโครงการ หมายถึง อัตราผลตอบแทนที่ทำให้มูลค่าปัจจุบันของเงินลงทุนสุทธิ

เท่ากันมูลค่าปัจจุบันของกระแสเงินรับ หรือหาอัตราที่ทำให้มูลค่าปัจจุบันสุทธิ

เท่ากับศูนย์ การคำนวณโดยใช้สูตร

 

กรณีที่ 1  ถ้ากระแสเงินสดเข้าแต่ละปีเท่ากันทุกปี

 

            ขั้นที่ 1  คำนวณปัจจัยลดค่า  ซึ่งเป็นแฟคเตอร์    ปีสิ้นสุดโครงการ

 

ปัจจัยลดค่า =   เงินลงทุนสุทธิ   

                  กระแสเงินสดรับรายปี
           

 

ขั้นที่ 2   นำปัจจัยลดค่าไปเปิดตารางมูลค่าปัจจุบันแบบสะสมในปีที่เท่ากัน

อายุของโครงการดูว่าค่าของปัจจัยลดค่าอยู่ที่อัตราผลตอบแทนเท่าใด 

ก็จะสรุปได้ว่าอัตราผลตอบแทนนั้นเป็นอัตราผลตอบแทนของโครงการ

           

            ขั้นที่  3   ถ้าค่าที่คำนวณได้ไม่ตรงกับตาราง  ให้คำนวณค่าใหม่โดยนำอัตรา

            ผลตอบแทนที่ใกล้เคียง  2  ค่า  ค่าหนึ่งให้ปัจจัยลดค่าสูงกว่า  ค่าหนึ่งให้ปัจจัย

            ลดค่าต่ำกว่า  แล้วนำไปเทียบบัญญัติไตรยางศ์ 

 

หลักเกณฑ์ในการตัดสินใจ

 

                ควรยอมรับโครงการลงทุน ถ้า IRR มากกว่าอัตราผลตอบแทนขั้นต่ำที่ต้องการ

ถ้ามีหลายๆ โครงการและทุกโครงการมีค่า IRR มากกว่าอัตราผลตอบแทนขั้นต่ำที่ต้องการ

แต่กิจการต้องเลือกเพียงโครงการเดียว ควรเลือกโครงการที่ IRR มากที่สุด 

 

 

ดัชนีการทำกำไร (Profitability Index :PI)

 

            ดัชนีการทำกำไร เป็นการเปรียบเทียบระหว่างมูลค่าปัจจุบันของกระแสเงินสดสุทธิ

รายปีตลอดอายุโครงการและเงินสดจ่ายลงทุนสุทธิโดยมีเกณฑ์การตัดสินใจลงทุน คือ

ดัชนีการทำกำไร มากกว่า หรือเท่ากับหนึ่ง (PI 1)  

           

 สูตรการคำนวณ    PI                                                     

 

            PI         =          ดัชนีการทำกำไร

 

            C0            =          เงินสดจ่ายลงทุนสุทธิ

 

            R          =          กระแสเงินสดสุทธิรายปี

 

            t           =          ปีที่รับ (จ่าย) เงินสด (1 ถึง n)

 

            n          =          อายุโครงการ
           
k           =          อัตราผลตอบแทนขั้นต่ำที่ต้องการ
 

 

อัตราผลตอบแทนภายใน (Internal Rate of Return: IRR)

           

         หมายถึง อัตราลดค่า ที่ทำให้มูลค่าปัจจุบันสุทธิเท่ากับเงินสดจ่ายลงทุนสุทธิ คือ                 =          C0

                                     

           

             R                      =          IRR

 

กำหนดให้

 

            r                       =          อัตราลดค่า

 

            R                      =          กระแสเงินสดสุทธิรายปี

 

            C0                            =          เงินสดจ่ายลงทุนสุทธิ

 

            t                       =          ปีที่รับ (จ่าย) เงินสด

 

            n                      =          อายุโครงการ

 

อัตราผลตอบแทนภายใน สามารถคำนวณได้ 2 กรณี คือ

 

1.  กระแสเงินสดสุทธิรายปีเท่ากันตลอดอายุโครงการ           

 

สูตรที่ใช้คำนวณ               R (PVIFA r%,n)     =          C0   

 

2.  กระแสเงินสดสุทธิรายปีไม่เท่ากัน

 

            การคำนวณหาค่า IRR กรณีกระแสเงินสดสุทธิรายปีไม่เท่ากัน จะใช้วิธีการ

ลองผิดลองถูก (Trial and Error) โดยการกำหนดอัตราลดค่า (r) จากนั้นคำนวณหา

มูลค่าปัจจุบันของกระแสเงินสดรับสุทธิรายปีตลอดอายุโครงการ เพื่อนำมาเปรียบเทีย

บกับเงินสดจ่ายลงทุนสุทธิ ถ้ามูลค่าปัจจุบันของกระแสเงินสดต่ำกว่าเงินสดจ่ายลงทุนสุทธิ

สิ่งที่จะต้องทำ ก็คือ

 

            เพิ่มมูลค่าปัจจุบันของกระแสเงินสดรับ ซึ่งทำได้โดยการลดอัตราลดค่า 

 แต่ถ้ามูลค่าปัจจุบันของกระแสเงินสดรับสูงกว่าเงินสดจ่ายลงทุนสุทธิก็ต้องทำการลด

มูลค่าปัจจุบันของกระแสเงินสดรับ โดยการเพิ่มอัตราลดค่า

 

จากนั้นดำเนินการคำนวณมูลค่าปัจจุบันของกระแสเงินสดรับสุทธิตลอดอายุ

โครงการ และเปรียบเทียบตามกระบวนการที่กล่าวข้างต้น จนกระทั่งได้อัตราลดค่า

ค่าหนึ่งที่ทำให้มูลค่าปัจจุบันของกระแสเงินสดรับมากกว่าเงินสดจ่ายลงทุนสุทธิ

      

      จากนั้น ทำการคำนวณหาค่า r หรือ IRR ตามวิธี Interpolation ช่วงห่างของอัตราลดค่า

ก่อนที่จะนำมาคำนวณหาค่า IRR ตามวิธี Interpolation ไม่ควรห่างเกิน 5 % เพื่อไม่ให้เกิด

ความคลาดเคลื่อนสูงเกินไป

 

 

หลักเกณฑ์ในการตัดสินใจ

 

                ควรเลือกโครงการที่มีค่า PI มากกว่า 1 แสดงว่าโครงการให้ผลตอบแทนสูงกว่า

อัตราผลตอบแทนขั้นต่ำ และจะปฏิเสธโครงการที่มีค่า PI น้อยกว่า 1 ถ้าต้องเลือกลงทุน

โครงการเดียวจากหลาย ๆ โครงการ จะเลือกลงทุนในโครงการที่มีค่า PI มาก กว่า 1             

 

 

ความสัมพันธ์ระหว่าง NPV กับ PI

 

1.   ถ้า NPV มีค่าเป็นลบ PI จะมีค่าน้อยกว่า 1

 

2.   ถ้า NPV มีค่าเป็นศูนย์ PI จะมีค่าเท่ากับ 1

 

3.   ถ้า NPV มีค่าเป็นบวก PI จะมีค่ามากกว่า 1

 

ดังนั้น วิธีการประเมินโครงการตามวิธี NPV และวิธี PI จะได้รับการตอบรับโครงการ

หรือปฏิเสธโครงการเช่นเดียวกัน 

 

 

การจัดสรรเงินลงทุนและจัดลำดับโครงการ

 

การตัดสินใจลงทุนในโครงการต่าง ๆ นอกจากใช้วิธีการประเมินผลโครงการ 5 วิธี

ที่กล่าวข้างต้นแล้ว กิจการยังต้องคำนึงถึงข้อจำกัดในการตัดสินใจในเรื่องของจำนวน

เงินลงทุนที่กิจการมีอยู่ ถ้ากิจการมีเงินทุนจำกัดต้องเลือกโครงการที่ให้ผลตอบแทน

แก่กิจการสูงสุดโดยเครื่องมือที่นำมาใช้ในการจัดลำดับโครงการที่นิยมใช้ คือ

วิธีดัชนีในการทำกำไร วิธีมูลค่าปัจจุบันสุทธิ วิธีอัตราผลตอบแทนจากการลงทุน

 

ในกรณีที่กิจการจะต้องทำการตัดสินใจเลือกลงทุนในโครงการใดโครงการหนึ่ง

ถ้ากิจการมีข้อจำกัดทางด้านเงินทุนและทรัพยากร ควรตัดสินใจเลือกลงทุนโดยการ

พิจารณาที่มูลค่าปัจจุบันสุทธิที่กิจการจะได้รับจากโครงการนั้น เนื่องจากการได้รับ

มูลค่าปัจจุบันสุทธิที่มากกว่าทำให้สามารถนำไปลงทุนในโครงการใหม่ได้

แต่ต้องคำนึงถึงโครงการที่มีขนาดของเงินลงทุนเท่ากัน หรือ ใกล้เคียงกัน

วิธีดัชนีในการทำกำไรเป็นวิธีที่แสดงความสามารถในการทำกำไรหรือผลตอบแทน

ของโครงการโดยนำขนาดของโครงการมาพิจารณาด้วย ส่วนวิธีอัตราผลตอบแทน

จากการลงทุนจะต้องเลือกโครงการที่มีอัตราผลตอบแทนจากการลงทุนสูงสุด

ดังนั้นการจัดลำดับโครงการที่ควรจะลงทุนสูงสุดคือวิธีดัชนีในการทำกำไร

และต้องใช้วิธีมูลค่าปัจจุบันสุทธิและอัตราผลตอบแทนจากการลงทุนมาพิจารณาด้วย

นอกจากนั้นยังมีปัจจัยอื่น ๆ ที่มีผลกระทบต่อการตัดสินใจลงทุน เช่น ภาษีเงินได้

ซึ่งเป็นผลมาจากการคิดค่าเสื่อมราคาซึ่งมีหลายวิธี อายุของโครงการลงทุน

แต่ละโครงการที่ไม่เท่ากัน รวมทั้งปัจจัยเชิงคุณภาพอื่นๆ ด้วย 

 

 

การตัดสินใจเลือกโครงการลงทุน

 

            การตัดสินใจว่าควรลงทุนในโครงการใดนอกจากการประเมินโครงการแล้ว

ยังต้องทราบว่าโครงการที่จะดำเนินการนั้นจัดอยู่ในประเภทใด เราสามารถแบ่งโครงการ

ออกเป็น 2 ประเภท คือ

 

1.โครงการเดี่ยว (Mutually Exclusive Project) หมายถึง โครงการที่ทำหน้าที่

อย่างเดียวกัน ธุรกิจจะตัดสินใจเลือกลงทุนเพียงโครงการเดียวเท่านั้น เช่น

กิจการกำลังจะซื้อรถยนต์บรรทุก จะพิจารณาว่าควรเลือกซื้อยี่ห้อใด ถ้าพิจารณา

ซื้อยี่ห้อหนึ่งแล้วก็ไม่จำเป็นต้องซื้อยี่ห้ออื่นอีก

 

2.โครงการอิสระ (Independent Project) หมายถึง โครงการที่สามารถแยกพิจารณา

แต่ละโครงการได้อย่างอิสระ ธุรกิจสามารถตัดสินใจเลือกลงทุนในโครงการ

ได้มากกว่าหนึ่งโครงการ เช่น กิจการจะลงทุนในโครงการ A อาจจะพิจารณาลงทุน

ในโครงการ B หรือโครงการอื่น ๆ อีกก็ได้ ถ้าผลตอบแทนเป็นไปตามที่ต้องการ

และมีงบประมาณที่เพียงพอในการลงทุน 

 

 

เกณฑ์ในการพิจารณาว่าโครงการใดควรได้รับการดำเนินการ หรือไม่ คือ

 

1.พิจารณาจากเกณฑ์ของเครื่องมือที่ใช้ในการประเมินโครงการลงทุน โดย  PB  PB ที่กำหนดไว้

           

           โครงการจะได้รับเลือกให้ดำเนินการได้ ถ้า                   NPV > 0, PI > 1, IRR > K

           

                                                                                   NPV = 0, PI = 1, IRR = k 

          

          

           โครงการจะไม่ได้รับเลือกให้ดำเนินการได้ ถ้า               PB > PB ที่กำหนดไว้

         

                                                                                   NPV < 0, PI < 1, IRR < k

 

2.พิจารณาจากงบประมาณหรือเงินลงทุนที่กิจการมีอยู่ เช่น ถ้ากิจการมีเงินลงทุน

อยู่ 100,000 บาท จะลงทุนได้เพียง โครงการ (ก) แต่ถ้ากิจการมีเงินลงทุน

200,000 บาท สามารถลงทุนได้ทั้งโครงการ (ก) และโครงการ ( ง)

 

3.ถ้าเป็นโครงการประเภทโครงการเดี่ยว กิจการมีเงินลงทุนไม่จำกัด จะเลือก

โครงการที่มีค่าอัตราผลตอบแทนภายใน (IRR) มากกว่าหรือเท่ากับ

อัตราผลตอบแทนขั้นต่ำที่ต้องการและมีค่าสูงที่สุดมูลค่าปัจจุบันสุทธิ (NPV)

ที่มีค่าเป็นบวกมากที่สุด และดัชนีการทำกำไร (PI) มากกว่า 1 และมีค่ามากที่สุด

 

4.ถ้าเป็นโครงการประเภทโครงการเดี่ยวที่มีเงินลงทุนจำกัด จะเลือกโครงการ

ที่ใช้เงินลงทุนไม่เกินจำนวนเงินลงทุนในโครงการ

 

5.ถ้าเป็นโครงการอิสระและมีเงินลงทุนไม่จำกัด จะเลือกลงทุนในโครงการ

ทุกโครงการที่มี NPV มากกว่าเท่ากับ 0 หรือ PI มากกว่าเท่ากับ 1 หรือ

 IRR  มากกว่าเท่ากับ อัตราผลตอบแทนขั้นต่ำที่ต้องการจากการลงทุน

 

6.ถ้าเป็นโครงการประเภทอิสระและมีเงินลงทุนจำกัด จะเลือกลงทุนในโครงการ

ทุกโครงการที่มีมูลค่าปัจจุบันสุทธิสูงที่สุดและค่าดัชนีการทำกำไรมากกว่าหนึ่ง

แต่ต้องไม่เกินวงเงินของเงินลงทุน 

 

 

สรุป

 

            การบริหารสินทรัพย์ถาวรให้มีประสิทธิภาพจะต้องวางแผนทางการเงินระยะยาว

 คือ การจัดทำงบจ่ายลงทุน ซึ่งการจัดทำงบจ่ายลงทุนจะต้องจัดทำในรูปของโครงการ

โดยมีขั้นตอนในการดำเนินการ 4 ขั้นตอน คือ

 

1.       พิจารณาประเภทของโครงการที่จะลงทุน

 

2.       ประมาณการกระแสเงินสดรับ (จ่าย) สุทธิ

 

3.       ประเมินโครงการลงทุน

 

4.       ตัดสินใจเลือกโครงการลงทุน

 

การที่จะตัดสินใจลงทุนได้อย่างถูกต้อง คือการคาดคะเนกระแสเงินสดสุทธิรายปี

ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งผู้บริหารการเงินต้องให้ความสำคัญมากที่สุด

การประมาณการเงินสดรับ (จ่าย) ลงทุนสุทธิรายปีจึงเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุด

การประมาณกระแสเงินสดรับ (จ่าย) สุทธิจะคำนวณตามประเภทของ

โครงการลงทุนซึ่งโดยทั่วไปประเภทโครงการลงทุน ได้แก่

 

1.       โครงการลงทุนเพื่อทดแทนสินทรัพย์เก่า

 

2.       โครงการลงทุนผลิตภัณฑ์ชนิดใหม่

 

3.       โครงการลงทุนเพิ่มผลิตภัณฑ์ชนิดเก่า

 

หลังจากประมาณกระแสเงินสดรับ (จ่าย) สุทธิรายปีได้แล้วจะนำไปประเมิน

โครงการลงทุนเพื่อพิจารณาในทางการเงินว่าสามารถลงทุนได้หรือไม่

โดยใช้เครื่องมือ 4 ชนิด คือ

 

1.       ระยะเวลาคืนทุน (PB)

 

2.       มูลค่าปัจจุบันสุทธิ (NPV)

 

3.       ดัชนีการทำกำไร

 

4.       อัตราผลตอบแทนภายใน (IRR)

 

เมื่อคำนวณตัวเลขจากเครื่องมือต่าง ๆ ได้แล้วนำมาเปรียบเทียบกับ

เกณฑ์การตัดสินใจลงทุนดังนี้

      ------------------------------------------------------

      |            PB น้อยกว่าเท่ากับ PB ที่กำหนดไว้       |

 

       |                NPV > 0, PI > 1, IRR > K              |

       |                                                                 >         ลงทุนได้

       |                NPV = 0, PI = 1, IRR = k               |           

      -------------------------------------------------------------------

       |                 PB > PB ที่กำหนดไว้               |

       |                                                             >    ไม่ควรลงทุน

 

       |                 NPV < 0, PI < 1, IRR < k         |

 

       -----------------------------------------------------------------       

     แม้ว่าโครงการจะผ่านเกณฑ์ที่กำหนดแต่ต้องมาพิจารณาว่าเงินลงทุนของกิจการ

มีเพียงพอกับการลงทุนกี่โครงการ ดังนั้น จึงจำเป็นต้องนำค่าที่คำนวณได้จากเครื่องมือ

ที่ผ่านเกณฑ์แล้ว มาจัดลำดับโครงการว่าควรดำเนินการก่อนหลังตามจำนวนเงินลงทุนที่มีอยู่

และนำประเภทของโครงการมาพิจารณาร่วมด้วย

 

Link ดาวน์โหลดไฟล์ข้อมูลแบบเต็ม

   http://www.madoo.com/upload/download.php?file=78Capital Budgeting.rar

edit @ 19 Sep 2008 09:19:10 by mis48-bf

Comment

smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry ???????????????   ??????????????????
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry ???????????????

Tweet

อยากรบกวนาอบถามเรืองโจทย์บัญชีการเงินธุรกิจอะคะ จะได้ไหม  pangyapink@hotmail.com
ค่ะ

#1 By หญิง (103.7.57.18|125.27.76.119) on 2013-03-19 10:20